วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

7 คำถาม-คำตอบ ว่าด้วยร่างกฎหมายปิดปากสื่อ

เมื่อวานผมเขียนถึงการรณรงค์ ของวงการสื่อ เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนร่างกฎหมาย

ที่อ้างว่า “คุ้มครอง” และ “ส่งเสริม” สื่อทั้ง ๆ ที่เนื้อหาที่แท้จริงคือการ “ควบคุมและแทรกแซง” การทำหน้าที่ของสื่อวิชาชีพมากกว่า

องค์กรสื่อทั้ง 6 ได้ออกเอกสารย่อประเด็นของเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพื่อความเข้าใจของสาธารณชน ให้เกิดความกระจ่างว่าทำไมสังคมต้องรวมพลังกัน เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้

ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ....กำหนดให้มีการจัดตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ซึ่งมีเนื้อหาขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และสื่อมวลชน ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งมีผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการทำงานของสื่อมวลชนทุกแขนง โดยสรุปจากคำถาม-คำตอบ 7 ข้อดังนี้

1. การมีขึ้นของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จะมีผลกระทบโดยรวมต่อผู้ประกอบวิชาชีพอย่างไร ?

ผู้ประกอบวิชาชีพ จะต้องสังกัดสภาวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง เช่น สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย หรือสภาวิชาชีพอื่นๆ ที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคต ทั้งหมดนี้ต้องขึ้นทะเบียนต่อสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติภายใน1 ปี เท่ากับบังคับให้สื่อต้องเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติหรือสภาใหญ่นี้โดยปริยาย

2. คณะกรรมการสภาใหญ่เป็นใคร มาจากไหน?

มาจาก 3 ส่วนได้แก่ ผู้แทนสมาชิกสภาวิชาชีพเลือกกันเอง จำนวน 5 คน /ตัวแทนรัฐ 4 คนคือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกจำนวน 4 คน (เลือกโดยกรรมการ 2 ประเภทแรก) การมีข้าราชการในตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งปกติก็ขึ้นอยู่กับนักการเมืองผู้มีอำนาจ อยู่ถึง 4 คน จะเปิดช่องทางให้มีการแทรกแซงจากรัฐได้ และโดยปกติสภาวิชาชีพทั่วไป ก็จะมีกรรมการที่มาจากวิชาชีพนั้น ไม่ปรากฏว่ามีตัวแทนภาครัฐ

3. อำนาจคณะกรรมการ ลิดรอนเสรีภาพสื่อ?

อำนาจหน้าที่สำคัญของคณะกรรมการ มีหลายประการ แต่ที่เป็นประเด็นโต้แย้ง คือ อำนาจในการรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาต ให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งเท่ากับการทำงานของสื่อมวลชนไม่จำแนกประเภท จะต้องมีใบอนุญาตและอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต หากเสนอข่าวไม่เป็นที่พึงพอใจของผู้มีอำนาจ สื่อมวลชนก็อาจเซ็นเซอร์ตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับผู้มีอำนาจ อำนาจเช่นนี้ ขัดแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่รับรองสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อและประชาชน นอกจากนั้น หากสื่อกลัวเดือดร้อน หรือถูกกระทบจากผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตก็จะเสนอข่าวที่ปลอดภัย หรือข่าวที่ไม่มีสาระ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนก็จะถูกกระทบไปด้วย

4. เงินที่ใช้ในกิจการของสภาใหญ่มาจากไหน?

กฎหมายกำหนดให้กระทรวงการคลัง จัดสรรเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส ในส่วนที่จะต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ให้สภาวิชาชีพฯ ในอัตราร้อยละห้า ในกำหนดเวลาสามปีแรกที่จัดตั้งสภาใหญ่ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีอำนาจปรับเพิ่มรายได้ทุกสามปี เท่ากับ เป็นอำนาจของฝ่ายรัฐในการจัดสรรเงินที่ใช้ในกิจการสภาวิชาชีพฯ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่รัฐจะเข้ามาแทรกแซงได้

5. การลดทอนความเชื่อถือในสภาวิชาชีพปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าองค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อยังคงพิจารณาเรื่องร้องเรียนได้ตามปกติ แต่เมื่อผู้เสียหาย หรือผู้ถูกละเมิดใช้สิทธิทางศาล กฎหมายยังให้กระบวนการสอบสวนทางจริยธรรมของสภาวิชาชีพ ดำเนินต่อไป ซึ่งขัดแย้งกับวิธีการพิจารณาในสภาวิชาชีพที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะผลคำวินิจฉัยของศาลและสภาวิชาชีพที่อาจขัดแย้งหรือแตกต่างกัน อาจนำไปสู่ช่องทางการอุทธรณ์ต่อสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ สุดท้ายความเชื่อถือของสภาวิชาชีพจะลดลง เพราะเป็นสภาที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

6. อำนาจในการลงโทษของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

กฎหมายกำหนดให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีอำนาจลงโทษปรับผู้ละเมิดเป็นชั้นๆ เป็นโทษทางปกครองชั้นที่1 ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท ชั้นที่ 2 ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และสุดท้ายชั้นที่ 3 กรณีร้ายแรง ปรับไม่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท และเพิกถอนสมาชิกสภาพ

7. รัฐบาลกำกับ ดูแล การจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตั้งแต่ต้น

บทเฉพาะกาลกำหนดให้มีคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในสภานี้ เป็นประธานคณะทำงาน นอกจากนั้น มีปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เลขาธิการ กสทช และบุคคลอื่นๆ อีกรวมสิบสามคน เป็นคณะทำงาน ดำเนินการจัดตั้งให้เสร็จภายในสองปี ตัวแทนภาครัฐจึงมีบทบาทในการกำกับ ดูแลทิศทางของสภาใหญ่นี้แต่ต้น ซึ่งจะไปตอบรับแนวคิดแบบอำนาจนิยม ที่ต้องการจะคุมสื่อแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ประชาชนทุกสาขาวิชาชีพจึงต้องลุกขึ้นคัดค้านต่อต้านจนถึงที่สุด

เพราะการปิดปากสื่อก็คือการปิดปากประชาชน!