การรวมตัว 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 30 องค์ แสดงจุดยืนต่อร่างพระราชบัญญัติ
(พ.ร.บ.) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน... ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ถือว่าเป็นการรวมตัวของทุกสมาคมในการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีการผลักดันให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายอีกไม่นานนี้ โดยเห็นว่าร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นภัยคุกคามสื่อมวลชนอย่างรุนแรง
การคัดค้านในครั้งมีหลายประเด็น แต่หัวใจสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อ้างหลักการและเหตุไว้อย่างน่าสนใจว่า สื่อมวลชนไม่สามารถดูแลกันเองได้ ดังนั้นจึงมีการตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกที่มีอำนาจทางกฎหมายลงโทษทางปกครอง และยังมีอำนาจในการออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อ นอกจากนี้โครงสร้างสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะมีกรรมการจำนวน 13 คน โดยกรรมการ 4 คนมาจากปลัดกระทรวง
เป้าหมายของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ต้องการปฏิรูปสื่อ เช่นเดียวกับการปฏิรูปหลายๆด้านของประเทศในขณะนี้ โดยเห็นว่าบรรดาองค์กรสื่อมวลชนที่มีอยู่ขณะนี้ไม่สามารถดูแลกันเองได้ในกรณีที่มีการกระทำผิดจรรยาบรรณและกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ดังนั้น ความพยายามตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาก็หวังว่าจะช่วยพัฒนาสื่อมวลชนให้มีความเป็นมืออาชีพได้ และช่วยดูแลให้สื่อมวลชนสามารถทำงานในกรอบของวิชาชีพ
หากพิจารณาเหตุผลขององค์กรวิชาชีพที่ออกมาคัดค้าน และเหตุผลของรัฐบาลในการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเห็นว่ายึดหลักคิดเกี่ยวกับสื่อมวลชนต่างกัน แม้จะมีเป้าหมายเหมือนกันในการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชน กล่าวคือ ฝ่ายออกกฎหมายยึดหลักความสงบเรียบร้อยเป็นหลักการสำคัญเมื่อมองมาที่วิชาชีพสื่อมวลชน ดังนั้น จึงเห็นว่ามาตรการดูแลจึงเป็นสิ่งจำเป็น หาไม่แล้วก็จะเกิดความวุ่นวายเมื่อมีการใช้สื่อทางการเมืองเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งมักเป็นเหตุผลที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง
ในขณะที่องค์กรวิชาชีพสื่อยึดหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเห็นว่าในสังคมประชาธิปไตยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อมวลชนต้องมีอิสระทางความคิดและการทำงานภายใต้จรรยาบรรณที่กำหนดขึ้นมาเป็นมาตรฐานสากล เพราะสื่อมวลชนมีหน้าที่ตรวจสอบในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องของรัฐบาล นักการเมืองและเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยผู้ตรวจสอบสื่อมวลชนคือผู้อ่านและติดตามข่าวสารตามช่องทางต่างๆ ดังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบคือคนในสังคมทั้งหมด หาใช่ส่วนราชการหรือนักการเมือง
ประเด็นสำคัญในขณะนี้คือสังคมไทยจะยึดหลักอะไรในระบบประชาธิปไตย หากเรายึดหลักประชาธิปไตยที่เป็นสากล เราก็ต้องยึดหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นอันดับแรก จากนั้นเราจึงพิจารณาความสำคัญของประเด็นปัญหาอื่นเป็นอันดับรองลงไป และหากปัญหาอื่นมีปัญหา อาทิ การกระทำผิดจรรยาบรรณ เราก็มีกฎหมายอื่นๆ เช่น การฟ้องหมิ่นประมาท สามารถดำเนินการแก้ไขได้ แต่หาใช่เอาปัญหาอื่นๆมาอ้างเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน
รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาปัญหาของประเทศ มีมากมายและมีความซับซ้อนมากขึ้น ลำพังหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ซึ่งบางกรณี รัฐบาลกลับขอให้สื่อมวลชนช่วยกันสอดส่องดูแลในเรื่องที่เป็นปัญหาของสังคม นั่นแสดงให้เห็นว่าความมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารเป็นสิ่งจำเป็นในสังคม แต่ความพยายามออกกฎหมายดังกล่าวกลับทำตรงกันข้าม และรัฐบาลน่าจะจำบทเรียนในอดีตถึงการปิดกั้นสื่อมวลชนว่าถึงที่สุดแล้วเป็นการสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหาให้กับสังคม






