วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อนาคตของเงิน 1.3 ล้านล้านบาท

เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้อ่านบทวิจัยของทาง Google ที่ได้เปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับมูลค่าธุรกิจดิจิทัลในประเทศไทย

Google คาดการณ์ว่า ตลาดดิจิทัลจะมีมูลค่าถึง 37,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท ภายใน ปี 2025 ที่จะถึงนี้

ที่น่าสนใจก็คือ จากตัวเลขมูลค่าธุรกิจมากมายมหาศาลที่ Google เปิดเผยอันนี้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและท่องเที่ยว จะมีมูลค่ารวมกันแล้วคิดเป็น 88% ของมูลค่าตลาดโดยรวมทั้งหมด!

เรียกได้ว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและท่องเที่ยวจัดหนักและจัดเต็มมากๆ ถ้าตัวเลขจะไปแตะ 1.3 ล้านล้านบาทแบบที่ Google คาดการณ์ในปี 2025 จากนี้ไป ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะเติบโตประมาณ 29% ต่อปี และธุรกิจท่องเที่ยวจะเติบโตประมาณ 18% ต่อปี

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ ธุรกิจโฆษณาสื่อดิจิทัล Google ทำนายว่าภายในปี 2025 ธุรกิจสื่อดิจิทัล จะมีมูลค่าถึง 80,000 ล้านบาท หรือ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของงบโฆษณาทั้งหมด (บัจจุบันอยู่แค่ประมาณ 10% )

ผมเองไม่แปลกใจกับตัวเลขของ Google เท่าไรนัก เพราะประเทศของเรามีปัจจัยเกื้อหนุนในการเติบโตทางด้านดิจิทัลมากมาย ทั้งจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและจำนวนผู้ใช้งานมือถือ ที่โตแบบก้าวกระโดดต่อเนื่องทุกเดือน แถมยังมีพฤติกรรมเสพติด Social Media อย่างหนัก ใช้งานมือถือเฉลี่ยถึงวันละ 3.8 ชั่วโมง ณ บัจจุบัน

จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักครับ ที่ประเทศไทยเราจะเนื้อหอมขนาดหนัก ต่างชาติพากันทยอยเข้ามาลงทุนในธุรกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ในทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของ อีคอมเมิร์ซ ท่องเที่ยว และ สื่อดิจิทัล เรียกว่า Segment ใหญ่ๆ ในธุรกิจดิจิทัล ในประเทศไทยเรา โดนต่างชาติยึดเรียบ

อีคอมเมิร์ซ มี Lazada ของ แจ๊ค หม่า เจ้าของเดียวกับ Alibaba

ท่องเที่ยว มี Agoda ที่เจ้าของธุรกิจโรงแรมในไทย ไม่มีใครกล้าหือ

สื่อดิจิทัล มี Google & Facebook เข้ายึดครอง ตอนนี้น่าจะกินมาร์เก็ต แชร์ไปสัก 60-70% เข้าไปแล้ว

ยังนับว่าโชคดี ว่ารัฐบาลเรายังมีวิสัยทัศน์ ประกาศนโยบาย Thailand 4.0 สนับสนุนและผลักดัน ธุรกิจดิจิทัล มีโครงการออกมาสนับสนุนธุรกิจ Start-Up ภายในประเทศไทย

ผมเองแอบลุ้นอยู่ว่า นโยบายต่างๆจะออกมาแบบเป็นรูปธรรมในรูปแบบใด แต่ตอนนี้ที่เห็นจะเด่นๆ และเป็นข่าว อาจจะเป็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใหม่ ที่ผู้คนในวงการดิจิทัล พากันหน้ากันคัดค้าน, ระบบ E-payment ของรัฐบาล “พร้อมเพย์” ที่คนจะเปิดบัญชี เกิดอาการอกสั่นขวัญแขวนเล็กๆ ถึงความปลอดภัยในข้อมูล

ผมเองแอบจับตาดูว่ารัฐบาล จะมีแผนการอะไรในเซ็กเมนท์ที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจดิจิทัล อย่าง อีคอมเมิร์ซ บ้างไหม, จะจัดการหรือต่อสู้อะไรหรือเปล่า กับยักษ์ใหญ่ Alibaba ที่เริ่มรุกหนักเข้ามายึดครองพื้นที่อีคอมเมิร์ซบ้านในเรา

ปรากฎว่ารัฐบาลไทยมาเหนือเมฆ ทำการเซ็น MOU ตกลงร่วมมือทำธุรกิจกับ Alibaba ซ่ะงั้น งานนี้ แจ๊ค หม่า ยิ้มกริ่ม แถมปากหวานบอกว่าจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ฮับ) ในภูมิภาคอาเซียน

แจ็ค หม่า ชี้แจงว่าต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับเรื่องดิจิทัลในประเทศไทยเหมือนที่เคยได้ช่วยรัฐบาลจีนและรัฐบาลของอีกหลายประเทศมาแล้ว นอกจากนี้ยังต้องการที่จะช่วยเหลือ เอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีโอกาสค้าขายไปยังต่างประเทศได้

ฟังแล้วดูจะเป็นนโยบายที่ดีครับ แต่ต้องอย่าลืมว่า แจ็ค หม่า ได้ลงทุนในทุกๆประเทศในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ SME ไทยมีโอกาสขายของไปยังต่างประเทศได้ แต่ต่างประเทศ ก็มีโอกาส ค้าขายมายังประเทศเราเช่นกัน

ที่สำคัญคือ นักธุรกิจชาวจีน ก็จะสามารถต่อท่อ เข้ามาค้าขายในไทยได้อย่างสบายๆ

แถมขายกันไป ขายกันมา ก็ขายอยู่บนแพลตฟอร์มของ Alibaba นั่นแหล่ะ ค่าธรรมเนียมจะไปไหน ถ้าไม่ได้วิ่งเข้ากระเป๋า แจ็ค หม่า ?

อีกประเด็นก็คือ ประเทศไทยควรจะเป็น “อี-ฮับ”ของภูมิภาคอาเซียนจริงๆหรือ ในสายตาของ แจ็ค หม่า? ในเมื่อ กฎหมายบ้านเราไม่ได้เอื้อต่อการลงทุนเท่าไหร่ ทั้งเรื่องภาษี โครงสร้างผู้ถือหุ้น หรือจะเป็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่คลอดออกมา

งานนี้คงต้องดูกันยาวๆ ว่า แจ๊ค หม่า จะทำตามอย่างที่พูดหรือไม่ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากสิ่งนี้กันแน่!

เรื่องนี้พูดเยอะไม่ได้ครับ

ไม่มีเวลาถูกเรียกไปปรับทัศนคติ แห่ะ แห่ะ แห่ะ

ขอจบแต่เพียงเท่านี้เอย