การติดต่อสื่อสารทางระบบอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ในกลุ่มต่าง ๆ จนเกิดเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) ที่สามารถเชื่อมโยงกันกลายเป็นสังคมเสมือนจริง (Virtual Communities) โดยมีความสัมพันธ์และทับซ้อนกับการดำเนินชีวิตของผู้คนในโลกของความเป็นจริง เครือข่ายสังคมออนไลน์นี้ถือว่าเป็นการให้บริการโดยผู้ใช้สามารถสร้างแฟ้มข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอาจมีลักษณะสาธารณะหรือกึ่งสาธารณะ โดยผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนและเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวของผู้ใช้อื่นๆ ในระบบเครือข่ายสังคมนั้นได้ ที่รู้จักกันดีก็ เช่น Facebook เป็นต้น
เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว และเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง เป็นธรรมดาที่ย่อมมีบุคคลบางกลุ่มที่อาศัยโอกาสจากช่องทางดังกล่าวในการหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำการที่ก่อความเสียหายให้แก่ผู้อื่น จึงจำเป็นที่รัฐจะต้องมีกฎหมายออกมาใช้บังคับเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างเหมาะสม ซึ่งกฎหมายในแต่ละยุคสมัยออกมาก็มีเจตนารมณ์ที่ไม่เหมือนกัน เช่น บางช่วงเวลาก็ออกมาเพื่อคุ้มครอง ควบคุม หรือบางช่วงเวลาออกมาเพื่อกำกับดูแล
เมื่อกล่าวถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย อาจสรุปได้ว่าก็คือ เหตุผลหรือความมุ่งหมายที่ต้องบัญญัติหรือสร้างกฎหมายนั้นๆ ขึ้นมา โดยกฎหมายแต่ละฉบับแต่ละมาตราย่อมมีความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดเสมอ เราอาจทราบเจตนารมณ์ของกฎหมายได้โดยพิจารณาถึงที่มาของบทบัญญัตินั้นๆ หรือสถานการณ์ในขณะที่บัญญัติกฎหมายนั้น อนึ่ง เจตนารมณ์ดังกล่าวหมายถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายจริงๆ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของผู้ร่าง ถ้าถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์เป็นอย่างไร คำตอบก็คือต้องไปดูกฎหมายทั้งฉบับว่ากฎหมายนั้นร่างขึ้นมาเพื่ออะไร แต่โดยที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ในเบื้องต้นจึงต้องดูตามตัวอักษรก่อน ถ้าชัดเจนอยู่แล้วก็ต้องแปลตามตัวอักษรนั้น แต่ถ้าตัวอักษรไม่ชัดเจนเพียงพอ อาจแปลความหมายได้หลายนัยก็ต้องไปดูตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ถ้าไม่อาจหาเจตนารมณ์ของกฎหมายได้จริงๆ บางประเทศยอมให้ไปดูรายงานการพิจารณากฎหมายนั้น ซึ่งก็คือดูว่าตอนพิจารณากฎหมายนั้นคนร่างหรือคนพิจารณาคิดอะไรและอย่างไร จึงนำไปสู่การออกกฎหมายนั้น
สำหรับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2559) ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางนั้น หากพิจารณาดูแล้วก็ยังคงมีประเด็นที่มีความกังวลอยู่คือความชัดเจนของเนื้อหาและการที่กฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางในการนำกฎหมายไปใช้บังคับต่อไป ซึ่งสามารถแยกเป็นประเด็นได้ดังต่อไปนี้
1.ประเด็นร่วมกันในเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้หลายๆ มาตรา คือ ความชัดเจนในเนื้อหาของกฎหมาย ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ของผู้บังคับใช้กฎหมายและฝ่ายผู้ถูกกฎหมายใช้บังคับ รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย เพราะสิ่งที่กฎหมายจะเข้าไปคุ้มครองปกป้อง อาจจะกลายเป็นปัญหาในทางปฏิบัติก็ได้ เช่น มาตรา 14 (1) บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1) โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมแปลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา...”
จะเห็นได้ว่ามีการเพิ่มคำว่า “บิดเบือน” เข้าไป บิดเบือนคืออย่างไรนั้นเราไม่อาจทราบได้ ต้องแล้วแต่ผู้บังคับใช้กฎหมายจะใช้ดุลยพินิจ หรืออาจจะหมายถึงข้อมูลที่มันไม่เท็จ แต่ก็ไม่จริง การใช้คำว่าบิดเบือนจึงค่อนข้างมีความหมายในทางที่กว้าง คือข้อมูลที่มานำเสนอนั้นไม่ใช่ข้อมูลเท็จเสียทีเดียว ถ้าเท็จก็คือมันไม่จริงเลย แต่กรณีนี้คือมีข้อมูลอยู่แต่ได้มีการนำไปบิดเบือนหรือพูดไม่หมด เช่น พูดแบบครึ่งๆ กลางๆ หมายถึงว่า มีข้อมูลอันนั้นจริง เรื่องราวมีจริง แต่แทนที่จะพูดอันนั้นให้หมดเพื่อให้คนรู้ความจริงว่าความจริงคืออะไร แต่กลับพูดไม่หมด แต่ถามว่าที่พูดมาเป็นเท็จหรือไม่ ก็ไม่เท็จ กรณีแบบนี้คือ “บิดเบือน” ที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง และหากมีการให้ความหมายกว้างขวางมากเกินไปก็อาจกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนได้ สิ่งนี้คือข้อกังวลของประชาชนทั่วไป ซึ่งหากมีการบัญญัติกฎหมายให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ก็ทำให้มีการนำไปปรับใช้กับข้อเท็จจริงได้ชัดเจนเหมาะสมขึ้น
2.ประเด็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตและความเป็นส่วนตัว ยังไม่ปรากฏในเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ให้ชัดเจนพอที่จะทำให้ประชาชนสบายใจได้ เพราะสิ่งที่ประชาชนกังวลคือการที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาดูข้อมูลส่วนตัวของเรา โดยที่เราถูกละเมิดสิทธิโดยไม่รู้ตัว เส้นแบ่งระหว่างพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัวยังไม่มีความชัดเจน ทำให้การพิจารณาและจัดการกับความเป็นส่วนตัวทับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะหาข้อสรุปร่วมกันถึงความหมายของความเป็นส่วนตัวหรือการจะถือว่าการกระทำอย่างไรจะถือว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว เพราะปัจเจกบุคคลมีระดับของการรู้สึกถึงการถูกคุกคามความเป็นส่วนตัวไม่เท่ากัน และปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของข้อกังวลที่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับดังกล่าว แม้ว่ากฎหมายนี้จะมีเจตนารมณ์ที่ดีในการปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจากผู้ที่ไม่หวังดี หรือป้องปรามการกระทำที่เป็นภยันตรายต่อสังคม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องระวังมิให้ความหวังดีที่จะปกป้องคุ้มครองกลายมาเป็นการควบคุมหรือปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินไป อันอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐได้
---------------------------
ผู้ช่วยศาสตราจารย์จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์






