ผลสำรวจฉบับล่าสุดจากบริษัทวิจัย ไอดีซี ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มีแนวโน้มลงทุนใช้จ่ายเทคโนโลยีหุ่นยนต์ และบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ปี 2559 เป็น 1.33 แสนล้านดอลลาร์ปี 2563 เติบโตต่อปี 22% ทิศทางดังกล่าวครอบคลุมถึงข้อมูลการซื้อโดรนที่เบื้องหลัง คือ เทคโนโลยีการควบคุมหุ่นยนต์ประเภทหนึ่งทั้งการใช้งานระดับองค์กรและผู้ใช้ทั่วไป
ขณะเดียวกัน เอเชีย แปซิฟิก ยังเป็นภูมิภาคที่ตลาดหุ่นยนต์เติบโตเร็วที่สุด โดยเฉพาะในจีน, เกาหลี และญี่ปุ่น สัดส่วนรวมกันมากกว่า 2 ใน 3 การใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทั่วโลก คาดว่า จะครองสัดส่วนในตลาดโลกเกิน 70% ภายในปี 2563
ในเชิงเทคโนโลยี เอเชีย แปซิฟิก ใช้จ่ายเงินเกี่ยวกับระบบหุ่นยนต์ ครอบคลุมถึงภาคอุตสาหกรรม, การบริการ หุ่นยนต์สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป คาดจะมีมูลค่าเติบโตถึง 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์ปี 2563 ส่วนการใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการ ไม่ว่าจะเป็นจัดการแอพพลิเคชั่น การศึกษาและอบรม ติดตั้งระบบคาดจะโตเกิน 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2563
ส่วน “ซิสโก้” ชี้ภาวะขาดคนไอทีในไทยวิกฤติหนัก แรงงาน 83.5% จัดอยู่ในจำพวก “ไม่มีฝีมือ” หากไม่เร่งแก้ปัญหาจะฉุดการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล-ไทยแลนด์ 4.0 เนื่องจากทักษะด้านดิจิทัลมีส่วนสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับระบบการทำงาน ระบบราชการ การเรียนรู้ การดำเนินธุรกิจ และที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ
ข้อมูลระบุว่า 5 ปีข้างหน้า 4 ใน 10 บริษัทระดับท็อปในอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล โอกาสถูกเบียดจนตกชั้นไปได้ อย่างไรก็ตาม ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมากในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ปัจจัยบวกยังเห็นการเติบโตจีดีพี เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค มีนโยบายผลักดันประเทศสู่ดิจิทัลชัดเจน การเติบโตธุรกิจสตาร์ทอัพ อีคอมเมิร์ซ ทั้งคาดว่าเมื่อถึงปี 2563 อีคอมเมิร์ซไทยจะมีมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 59 ล้านราย ผู้ใช้สมาร์ทโฟน 104 ล้านราย สัดส่วนเข้าถึงโทรศัพท์มือถือ 154%
ธนาคารโลกระบุว่า 83.5% ของแรงงานทั้งหมดในไทยอยู่ในจำพวก “ไม่มีฝีมือ” หลายปีมานี้ไม่มีการพัฒนาที่ชัดเจน ทั้งๆ ที่การจ้างงานมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ งานขาย บัญชี และไอที ด้านไอดีซีระบุไว้ว่า ปี 2566 ทั่วโลกจะขาดแคลนบุคลากรไอทีราว 2 ล้านตำแหน่ง
ส่วนข้อมูลจากไอบีเอ็ม เผยผลศึกษาล่าสุดที่จัดทำโดยไอบีเอ็มและสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ (National Retail Federation: NRF) ของสหรัฐอเมริกา พบว่า เจเนอเรชั่นแซดเกือบ 100% ชอบซื้อสินค้าในร้านค้ามากกว่าการซื้อออนไลน์ โดย 66% จะเลือกร้านที่มีผลิตภัณฑ์คุณภาพและมีของพร้อมขายเสมอ ขณะที่ 65% ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าที่ได้รับ ทั้งชี้ว่า 52% ของผู้บริโภคเจนแซด พร้อมเปลี่ยนความจงรักภักดีจากแบรนด์หนึ่งไปอีกแบรนด์หนึ่งหากคุณภาพของแบรนด์ไม่ได้มาตรฐาน
การศึกษา “Uniquely Gen Z” โดยสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (IBM Institute of Business Value) สำรวจกลุ่มเจนแซด ช่วงอายุ 13-21 ปี มากกว่า 15,000 คน ใน 16 ประเทศ ผู้บริโภคกลุ่มนี้เกิดในช่วงกลางทศวรรษ 1990 และ 2000 ถือเป็นกลุ่มที่ “เกิดในยุคดิจิทัล” และเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยรู้จักกับโลกในยุคก่อนที่จะมีโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ ซึ่งถือเป็นกลุ่มคุ้นเคยกับเทคโนโลยี หรือเกิดมาพร้อมเทคโนโลยีในมือมากกว่าประชากรยุคก่อนหน้านี้
ผลสำรวจต่างๆ ที่ยกมา เรียกได้ว่าไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับยุคปัจจุบัน ที่กังวลว่าเทคโนโลยีจะมาแทนที่คน คนยุคใหม่จะหันซื้อของออนไลน์ แต่คนมีฝีมือจริงๆ ยังเป็นที่ต้องการเสมอ ฉะนั้นต้องจริงจังกับการ“สร้างคน”ที่ตรงความต้องการของตลาด






