วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอบามาแคร์ของสหรัฐ กับประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย (2)

ในตอนที่แล้วได้พูดถึงโอบามาแคร์ ที่กำเนิดโดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามา กำลังถูก

ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จากพรรครีพับลิกันยกเลิก ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีเหตุผลสนับสนุนก้ำกึ่งกัน แต่โครงการโอบามาแคร์จะอยู่ต่อ หรือจะถูกยกเลิกน่าจะเป็นผลจากประเด็นทางการเมืองมากกว่าผลจากสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ การโต้แย้งจึงเน้นที่ภาระค่าใช้จ่ายในโครงการที่มาจากการเก็บภาษีจำนวนมหาศาลมากกว่าเรื่องประสิทธิภาพประสิทธิผลของโครงการ

กฎหมาย Affordable Care Act หรือ ACA ที่ผ่านสภา Congress ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่ทำให้เกิดทั้งการสนับสนุนและคัดค้านโครงการนี้อย่างแพร่หลาย ถ้าสรุปเฉพาะที่สำคัญๆจะพบว่าผู้ที่สนับสนุนเห็นว่าโครงการนี้ทำให้ประชาชนชาวอเมริกันมีประกันสุขภาพมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มคนวัยหนุ่มสาว เป็นโครงการที่ประชาชนส่วนใหญ่รับภาระได้มากขึ้นเพราะเบี้ยประกันต่ำ 

ในขณะเดียวกันบริษัทประกันที่เข้าโครงการนี้ก็ต้องรับผิดชอบให้ความคุ้มครองมากขึ้น รวมทั้งการขึ้นราคาเบี้ยประกันอย่างไม่มีเหตุผลก็ทำไม่ได้ง่ายๆ ประชาชนที่เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆอยู่แล้วก็สามารถเข้าทำประกันเพื่อรับความคุ้มครองได้ ซึ่งก่อนหน้านี้จะถูกบริษัทประกันปฏิเสธ เช่นผู้เป็นมะเร็ง การทำประกันไม่มีวันสิ้นสุด ประชาชนจึงได้รับความคุ้มครองตรลอดเวลา ค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือการรักษาพยาบาลเช่นการตรวจเช็คสุขภาพสามารถทำได้ โดยผู้เอาประกันมีการร่วมจ่ายด้วย ค่าใช้จ่ายไม่สูง หรือมิฉะนั้นก็สามารถลดหย่อนได้ และการสั่งซื้อยาตามคำสั่งแพทย์ก็จะได้ยาที่มีราคาลดลง

ส่วนฝ่ายคัดค้านก็มีเหตุผลที่ไม่สนับสนุนโอบามาแคร์ ด้วยเหตุผลว่าทำให้ประชาชนต้องเข้าสู่ระบบประกันด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ประชาชนถูกบังคับให้ต้องมีประกันสุขภาพ แม้ว่าไม่ต้องการเพราะมีมาตรการลงโทษถ้าไม่มีประกันสุขภาพ ทั้งนี้เพราะจะทำให้ผู้อื่นที่ทำประกันต้องรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ภาษีถูกเรียกเก็บมากขึ้น อย่างที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งภาษีประกันสุขภาพและภาษีเพิ่มเติมอีกสองสามชนิดที่เรียกว่า ภาษีแคดิแล้ก (Cadillac Tax) การลงทะเบียนเข้าเป็นผู้ประกันตนยุ่งยากซับซ้อน และเจ้าของธุรกิจมีแนวโน้มที่จะจ้างงานลดลงเพราะยิ่งมีพนักงานมากก็มีภาระเบี้ยประกันมาก

ในขณะเดียวกันโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ก็มีทั้งข้อสนับสนุนและคัดค้านไม่น้อย ปัญหาที่ท้าทายโครงการสุขภาพถ้วนหน้ามากสุดคือเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการบริการ เรื่องความเป็นธรรมในการใช้บริการ และแหล่งที่มาของการคลังระยะยาว

เมื่อดูประวัติความเป็นมาของโครงการสุขภาพถ้วนหน้าจะพบว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านั้นเรามีโครงการประกันสุขภาพอยู่แล้วหลายโครงการด้วยกันคือโครงการสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ โครงการประกันสังคม โครงการประกันสุขภาพโดยสมัครใจ (โครงการบัตรสุขภาพ) และโครงการสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล (สปร) ทั่งสี่โครงการนี้เป็นโครงการที่รัฐมีส่วนร่วม นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นการประกันภาคเอกชน

เมื่อมีพระราชบัญญัติประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2545 ก็ทำให้เกิดการโอนย้ายกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ และความรับผิดรวมทั้งงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขในส่วนที่เกี่ยวกับการประกันสุขภาพตลอดจนเงินทุนหมุนเวียนบัตรประกันสุขภาพมาเป็นของสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่บริหารกองทุน จ่ายค่าใช้จ่ายให้หน่วยบริการและเครือข่ายบริการ ตลอดจนมอบให้องค์กรอื่น บุคคลอื่นทำกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานฯได้ด้วย การทำงานดำเนินการผ่านคณะกรรมการประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และมีอำนาจกว้างไกลครอบคลุมถึงการให้การสนับสนุนองค์กรเอกชน องค์กรชุมชนและภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ดำเนินงานและบริการจัดการท้องถิ่นและพื้นที่ตามความเหมาะสม

-------------------

ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร

นักวิชาการอิสระ