วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ใครนัดให้สองคนนี้เจอกัน?

ภาพการพบกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ กับแจ็ค หม่า

เจ้าของ “อาลีบาบา” บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน ขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งทั่วโลก!!

ทรัมป์และแจ็คหม่าหารือกันประมาณ 40 นาที ที่ชั้นบนตึกของทรัมป์กลางมหานครนิวยอร์ก ภายหลังการหารือ ทั้งสองคนได้ลงมาถ่ายรูปร่วมกันต่อหน้านักข่าวที่มารอทำข่าวจำนวนมาก

ทรัมป์ กล่าวว่า “นี่เป็นการพบกันครั้งยิ่งใหญ่ นักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก แจ็ค กับ ผมกำลังจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน”

แจ็คหม่า ประกาศว่าจะสร้างงานหนึ่งล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ โดยใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของอาลีบาบาช่วย SMEs ของสหรัฐฯ ส่งของไปขายผู้บริโภคหลายร้อยล้านคนในจีน พร้อมจบด้วยคำพูดแสนหวานว่า “ผมรักประเทศจีนและผมก็รักอเมริกา”

ภาพของทั้งคู่ที่ออกมาจึงหวานชื่น งานนี้เรียกว่า ทั้งทรัมป์และแจ็คหม่า “วิน-วิน” คือ ต่างชนะได้แต้มทั้งคู่ เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดมาร์เก็ตติ้งทั้งคู่เลยครับ

ทรัมป์ได้ตอกย้ำ “แบรนด์” ของ “รัฐบาลทรัมป์” ว่าจะเป็น “รัฐบาลแห่งการสร้างงาน” ให้กับคนอเมริกัน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่แน่ใจว่าทรัมป์มี “ฝีมือ” ในการบริหารจัดการธุรกิจจริงสักแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือเขาเก่งมากในเรื่องการสร้างแบรนด์

ธุรกิจหลักจริงๆ ของทรัมป์ที่ทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีทุกวันนี้ ก็คือ การขายแบรนด์ชื่อตัวเอง หลังๆ มา ทรัมป์แทบไม่ลงทุนสร้างตึกและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเองอีกแล้ว เขาใช้วิธีขายแบรนด์ “ทรัมป์” ให้กับกับตึกและโครงการของคนอื่นๆ เรียกว่าเก็บค่าแบรนด์ แต่ไม่ลงทุนเองให้เสี่ยง

หลังจากที่ชนะเลือกตั้ง ทรัมป์ได้พบกับมายาโซชิ ซัน เจ้าของเครือซอฟแบงค์แห่งญี่ปุ่น ซึ่งมาแถลงข่าวร่วมกับทรัมป์ว่าจะลงทุน 5 หมื่นล้านดอลล่าร์ฯ ในสหรัฐฯ และสร้างงานมากกว่า 50,000 ตำแหน่ง นอกจากนั้น ทรัมป์ยังประกาศว่าเขาได้เจรจากับบริษัท Carrier เพื่อจะรักษางานมากกว่า 1,000 ตำแหน่ง ไว้ในโรงงานในรัฐอินเดียน่า ไม่ให้ถูกย้ายไปที่โรงงานใหม่ในประเทศเม็กซิโก

เรามักคุ้นเคยกับการสร้าง “แบรนด์” ให้แก่บริษัท แต่ไม่คุ้นเคยการสร้าง “แบรนด์” ให้แก่ตัวรัฐบาล ซึ่งจริงๆ มีความสำคัญมาก เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่มีภาพชัดเจนว่า นโยบายหรือเป้าหมายใดสำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาล (อะไรเป็น “priority”) ย่อมทำให้สามารถระดมกำลังจากทุกภาคส่วน, ส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจที่อยากได้สิทธิประโยชน์หรือการสนับสนุนจากรัฐบาลว่าต้องช่วยลงแรงในด้านไหน, รวมทั้งเกิดเป็นกระแสให้คนพูดคุยเรื่องนโยบายหรือเป้าหมายดังกล่าวอยู่ตลอด ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์แนวทางที่กำลังดำเนินการอยู่ รวมทั้งเกิดข้อเสนอแนวทางใหม่ๆ เพิ่มเติมด้วย

การสร้างภาพลักษณ์และส่งสัญญาณที่ชัดเจน ยังช่วยให้เกิดวงจรความเชื่อมั่น พอคนเห็นว่าทรัมป์ดูจะเน้นส่งเสริมธุรกิจและการสร้างงานอย่างจริงจัง ก็ทำให้เกิดบรรยากาศของการลงทุนและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

การที่ทรัมป์พบกับแจ็คหม่า ยังช่วยส่งสัญญาณว่าทรัมป์พร้อมที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนและนักธุรกิจจีน ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ จากที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ออกมาโจมตีจีนทั้งในเรื่องค่าเงินและการขาดดุลการค้ากับจีน

ส่วนแจ็คหม่า ก็อาศัยการเป็นคนจีนคนแรกที่ได้เข้าพบกับประธานาธิบดีคนใหม่ สร้าง “แบรนด์” ว่าตัวเขาเป็น “นักธุรกิจแนวหน้าระดับโลก”

การพบกันของทรัมป์และแจ็คหม่าเป็นที่ฮือฮาในเมืองจีน เพราะแสดงให้เห็นว่า แจ็คหม่าอยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา ขณะเดียวกันก็สร้างชื่อให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งอาลีบาบาได้เข้าเทรดในตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อปี ค.ศ. 2014 (หุ้นอาลีบาบาขึ้นทันทีมากกว่า 1% ภายหลังจากที่แจ็คหม่าพบกับทรัมป์)

ข่าวในสหรัฐฯ ที่รายงานการพบกันในครั้งนี้ ก็ต้องเขียนอธิบายที่มาที่ไปก่อนว่าอาลีบาบายิ่งใหญ่อย่างไร แจ็คหม่ามีประวัติที่น่าประทับใจเพียงใด (สร้างอาณาจักรหลายแสนล้านจากติดลบ) เรียกว่าเขาและอาลีบาบาเป็นที่รู้จักได้กว้างขวางขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแม้แต่แดงเดียว ทั้งยังช่วยกลบข่าวด้านลบที่สำนักผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ประกาศให้เว็บไซต์เถาเป่าในเครืออาลีบาบาอยู่ในบัญชีกิจการที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (ขายของก็อป)

เมื่อคิดถึง “อาลีบาบา” เราจะคิดถึง “แจ็คหม่า” ในทันที เมื่อใดก็ตามที่ธุรกิจผูกติดกับภาพของบุคคลที่เราชื่นชมยกย่อง เราก็จะมีความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับธุรกิจนั้น ลองคิดดูสิครับ เมื่อเราคิดถึง Apple เราก็จะคิดถึงสตีฟ จ็อบส์ ทำให้เราผูกพันและคุ้นเคยกับแบรนด์ Apple เพราะเรื่องราวเบื้องหลังของแบรนด์และตัวบุคคลที่เราเห็นเป็นแรงบันดาลใจ อาลีบาบาและแจ็คหม่าเองก็เช่นเดียวกัน

คำถามที่น่าสนใจ และคนจีนเม้ากันสนั่นเมืองก็คือ ใครนัดให้สองคนนี้มาเจอกันจน “วิน-วิน” ได้ทั้งคู่เช่นนี้ ความเป็นไปได้มีสามคนด้วยกันครับ

คนแรก ก็คือ มายาโซชิ ซัน แห่งเครือซอฟแบงค์ของญี่ปุ่น ซึ่งได้เข้าพบทรัมป์ไปไม่นานก่อนหน้านี้ (แปลว่าต้องมีเส้นใหญ่พอที่จะเชื่อมไปถึงทรัมป์) ตัว มายาโซชิ ซัน เองเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนหนึ่งของอาลีบาบาด้วย

คนที่สองคือ ไมเคิล อีวาน อดีตประธานโกลด์แมน แซคส์ (เอเชีย) ในปี ค.ศ.2015 เขาได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของอาลีบาบา ปัจจุบัน ทรัมป์ได้แต่งตั้งคนจากโกลด์แมน แซคส์ ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลของตนหลายตำแหน่ง เช่น สตีเวน นูชิน ซึ่งเคยทำงานในโกลด์แมน แซคส์ เป็นเวลา 17 ปี ได้รับเสนอชื่อให้เป็น รมว.คลัง และแกรี คอห์น ประธานโกลด์แมน แซคส์ คนปัจจุบัน ก็ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานสภาเศรษฐกิจ จึงเป็นไปได้ที่แจ็คหม่าอาจติดต่อผ่านเครือข่ายของโกลด์แมน แซคส์

คนที่สาม ก็คือ เจย์ เคลย์ตัน นักกฎหมายด้านการเงินชื่อดัง ซึ่งทรัมป์เพิ่งเสนอชื่อให้เป็นประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เขาเคยเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับอาลีบาบาในการนำอาลีบาบาเข้าลิสต์ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก เมื่อปี ค.ศ.2014 จึงมีความใกล้ชิดกับแจ็คหม่ามาก

เขาว่ากันว่า ความสำเร็จทางธุรกิจ ต้องมีสามอย่างครบเครื่อง คือ 1) ฝีมือ 2) แบรนด์ 3) เน็ตเวิร์ค

ทรัมป์และแจ็คหม่า เป็นนักธุรกิจมานาน รู้จักการสร้างแบรนด์และมีเครือข่ายพวกพ้องในวงการธุรกิจ

ส่วนทั้งคู่จะมีฝีมือจริงหรือขี้โม้ในเรื่องการสร้างงานให้กับคนอเมริกัน คงต้องติดตามกันต่อไปด้วยใจระทึก!