พอเริ่มปีใหม่เราจะเริ่มเห็นการพยากรณ์แนวโน้มต่างๆ สำหรับต่อไป ปรากฎว่าในช่วงสิ้นปี
ที่แล้วต่อต้นปีนี้กลับเห็นสำนักข่าวหลายๆ แห่งของต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับแนวโน้มหรือ Trend หนึ่งในปี 2560 นี้อย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย นั้นคือแนวโน้มของที่ทำงาน (Workplace) ที่จะเปลี่ยนไปในปี 2560 ผมเลยขอรวบรวมจากรายๆ แหล่งที่น่าสนใจมาแบ่งปันกันนะครับ
แนวโน้มประการแรก คือ บทบาทของฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลหรือ HR ที่จะเปลี่ยนไป และหันมาเน้นในด้านของ People Science มากขึ้น เนื่องจากกระแสของ Big Data ที่เข้ามาในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นกลับพบว่าไม่ค่อยได้เข้ามามีบทบาทในงานด้าน HR เท่าไร ดังนั้น จึงมีผู้คาดการณ์แล้วว่า Big Data จะเข้ามามีบทบาทในงานด้าน HR มากขึ้นในใหม่นี้ โดยเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลของพนักงานแต่ละคนตั้งแต่เริ่มเข้ามาจนกระทั่งพัฒนาและเติบโตไปตามตำแหน่งต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานในด้านต่างๆ ของ HR ได้ดีขึ้น
ประการที่สองคือแนวโน้มของการใช้อีเมลที่ลดน้อยลง ในปัจจุบันองค์กรชั้นนำหลายแห่งก็ได้มีความพยายามและแนวโน้มที่จะลดการใช้อีเมลลง บริษัทในฝรั่งเศสแห่งหนึ่งถึงขั้นระบุว่าเพียงแค่ร้อยละ 10 ของอีเมลที่พนักงานได้รับในแต่ละวันที่มีประโยชน์ และร้อยละ 18 ของอีเมลในแต่ละวันเป็น spam ดังนั้น CEO ของบริษัทดังกล่าวพยายามให้พนักงานเขาลดการใช้อีเมลเพื่อสื่อสารภายในองค์กรและใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น พวก messaging หรือ chat แทน
ดังนั้นอย่าแปลกใจนะครับถ้าเราจะเห็นแนวโน้มการสนับสนุนให้ใช้อีเมลน้อยลง รวมทั้งมีเครื่องมือในการสื่อสารใหม่ๆ เข้ามาช่วยเรื่องการสื่อสารภายในองค์กรมากขึ้น
แนวโน้มประการที่สามคือสิ่งตอบแทนที่องค์กรให้กับพนักงานในรูปแบบที่ไม่ธรรมดาเริ่มจะได้รับความนิยมน้อยลง ตัวอย่างของสิ่งตอบแทนพวกนี้ได้แก่ สมาชิกคลับออกกำลังกาย หรือ การบริจาคให้องค์กรสาธารณกุศลในนามของพนักงาน ซึ่งได้มีการวิจัยแล้วพบว่าสิ่งตอบแทนต่างๆ ข้างต้นนั้นไม่ได้ทำให้ความพึงพอใจของพนักงานเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนสิ่งตอบแทนที่ทำให้ความพึงพอใจของพนักงานเพิ่มขึ้นนั้น ก็เป็นพวกประกันสุขภาพ หรือการเพิ่มวันหยุดพักร้อน ดังนั้น ถ้าองค์กรต่างๆ ต้องการเพิ่มความพึงพอใจของพนักงาน ก็ควรจะหันกลับไปมุ่งเน้นในผลตอบแทนที่เป็นหลักๆ พื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตพนักงานมากกว่า
แนวโน้มประการที่สี่คือ เวลาในการทำงานจะมีความยืดหยุ่มากขึ้น (มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย) เนื่องจากคนยุคใหม่ได้ให้ความสนใจกับ work-life balance มากขึ้น ดังนั้น ถ้าเลือกได้ คนรุ่นใหม่ก็ยินดีที่จะเลือกทำงานในสภาพแวดล้อมที่เวลาในการทำงานมีความยืดหยุ่น ประกอบกับพัฒนาการของเทคโนโลยี ก็ไม่จำเป็นที่ทั้งองค์กรและพนักงานจะยึดติดกับเวลาและกำหนดการทำงานแบบเดิมๆ
แนวโน้มประการที่ห้าคือกระแสของ Gig Economy หรือ Freelance Economy จะซาลง โดยในช่วงหลายปีท่ีผ่านมามีความตื่นตัวใน Gig / Freelance Economy ที่คนรุ่นใหม่จะไม่ทำงานประจำและหันมารับงานเป็นครั้งๆ ไป ประกอบกับกระแสของ Sharing Economy ที่ทำให้ธุรกิจอย่าง Uber หรือ Airbnb มีการเติบโตขึ้น และคาดกันว่าคนจะทำงานประจำน้อยลงและมารับงานเป็นจ๊อบๆ กันมากขึ้น อย่างไรก็ดี ผลวิจัยล่าสุดของ J.P.Morgan Chase พบว่าประมาณ 4.3% ของผู้ใหญ่สหรัฐที่มีรายได้จาก Gig Economy เหล่านี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ในรอบสามปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ก็มีงานวิจัยอื่นๆ ที่มาสนับสนุนว่า Gig / Freelance Economy นั้นไม่ได้มีการเติบโตอย่างที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นเราอาจจะเห็นแนวโน้มที่พนักงานที่ลาออกไปประกอบอาชีพอิสระจะเริ่มกลับมาทำงานประจำกับองค์กรกันมากขึ้น
ก็ต้องรอดูต่อไปนะครับว่าแนวโน้มต่างๆ ในการทำงานเหล่านี้จะเป็นจริงหรือไม่









