ในปี 2560 จะมีงานใหญ่ที่ต้องจับตาอยู่งานหนึ่ง
ได้แก่ การจัดงาน “Opportunity Thailand Seminar” หรือ วันส่งเสริมการลงทุนไทย ในวันที่ 15 ก.พ. นี้ โดยไฮไลท์ของงานจะอยู่ที่การขึ้นกล่าวเปิดงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะประกาศนโยบายการลงทุนใหม่ของไทยในการดึงดูด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และจะมีผู้บริหารระดับโลก เข้ามาขึ้นเป็นผู้พูดหลักในงาน ได้แก่ ผู้บริหารจากแอร์บัส บริษัทผลิตเครื่องบินชั้นนำของโลก ผู้บริหารจากหัวเว่ย บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของเอเชีย ที่มีการลงทุนด้านนวัตกรรมเป็นจำนวนมาก และบริษัทอายิโนโมะโตะ บริษัทผลิตอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ
โดยทั้ง 3 อุตสาหกรรมนี้ เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของรัฐบาล ที่จะต่อยอดจากพื้นฐานความแข็งแกร่งของประเทศไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นสูงในไทย ซึ่งการที่ผู้บริหารระดับโลกเหล่านี้ให้เกียรติขึ้นมาเป็นผู้พูดหลัก ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในประเทศไทยในระดับหนึ่ง และบางบริษัทก็ได้เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว
ผู้บริหารเหล่านี้ จะขึ้นมากล่าวถึงทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมทั้ง 3 กลุ่ม และโอกาสของไทยในอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ รวมทั้งจะมีข้อเสนอแนะต่างๆที่ไทยจะต้องเร่งปรับปรุง ซึ่งจะส่งผลดีกับประเทศไทยอย่างแน่นอน ทำให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่น และเห็นโอกาสในการเข้ามาลงทุนในไทย รวมทั้งไทยก็จะได้รับเอาความคิดเห็นต่างๆเข้ามาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมชั้นสูงเหล่านี้
ในส่วนของไทยจะมีซีอีโอระดับประเทศ ได้แก่ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และนายกานต์ ตระกูลฮุน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี ที่จะเข้ามาเป็นผู้พูดหลักฝ่ายไทย ซึ่งจะทำให้เห็นถึงมุมมองในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย
นอกจากนี้ ยังจะจัดสัมมนาย่อยอีก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกอากาศยานและชิ้นส่วน จะมีผู้บริหารจาก โรสลอยด์ ผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยานระดับโลก เข้ามาให้ข้อมูลและโอกาสของอุตสาหกรรมในไทย กลุ่มที่สอง เครื่องมือแพทย์ และกลุ่มที่สาม หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้จะมีผู้บริหารบริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทย มาขึ้นกล่าวในรายละเอียด และศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมกลุ่มนี้
โดยในงานนี้ บีโอไอ คาดว่าจะมีนักลทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 2.5 พันราย ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ประกอบกับการแก้ไขกฎหมายต่างๆ อำนวยความสะดวกในการลงทุนมากขึ้น ก็จะทำให้นักลงทุนทั่วโลกมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย และเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปอีกขั้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของประเทศ
แต่สุดท้ายไม่ว่านโยบายภาครัฐจะดีเพียงไร ก็ไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมไทยได้เต็มที่ หากนักลงทุนและผู้ประกอบการไทยยังขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศตัวเอง ดังนั้นภาคเอกชนไทย จะต้องเร่งฉวยโอกาสที่มีอยู่ พัฒนาตนเองเพื่อรองรับอุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้ แม้ในขณะนี้ยังไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีได้เอง แต่ก็ต้องเตรียมความพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเต็มที่ ก็จะทำให้อุตสาหกรรมไทยทั้งหมดยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมชั้นสูงฉีกหนีคู่แข่ง และเติบโตไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกได้
..................................................
วัชร ปุษยะนาวิน [email protected]









