วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งใจหลอกใครในแผนพัฒนาฯ ?

ณ วันนี้ คงยังไม่กี่คนที่มีโอกาสอ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

(พ.ศ.2560-2564) ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลเพิ่งประกาศให้ทราบทั่วกันเมื่อวันก่อนสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอันเป็นช่วงเริ่มเทศกาลวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ นอกจากนั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้เป็นเอกสารที่ยาวถึง 215 หน้า ถ้าจะอ่านอย่างพินิจพิจารณาต้องใช้เวลาเป็นวัน

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 20 ปีที่เมืองไทยประสบวิกฤติครั้งใหญ่และในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำให้ใช้เศรษฐกิจพอเพียงแก้และป้องกันปัญหาทั้งในระดับการพัฒนาประเทศและในระดับการดำเนินชีวิตของบุคคล ตั้งแน่นั้นมา แผนพัฒนาฯ ทุกฉบับประกาศว่าได้น้อมนำแนวคิดนั้นมาใช้เป็นปรัชญาของการพัฒนาประเทศ สำหรับฉบับที่ 12 คำประกาศมีอยู่ทั้งในคำนำและข้อความในเนื้อหาที่ว่า “ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ต่อเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ เพื่อให้เกิดบูรณาการการพัฒนาในทุกมิติอย่างสมเหตุสมผล มีความพอประมาณ และมีระบบภูมิคุ้มกันและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน”

เฉกเช่นแผนพัฒนาฯ ที่ผ่านๆ มาซึ่งประกาศว่าได้น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานำทาง แผนนี้ไม่มีอะไรที่ชี้บงว่าผู้ทำแผนพัฒนาฯ เข้าใจ หรือจริงใจต่อการใช้เศรษฐกิจพอเพียงนำทาง การอ้างถึงแนวคิดจึงมองได้ว่าทำเพียงเป็นพิธี หรือมีควางตั้งใจที่จะหลอกคนไทย หรือร้ายยิ่งกว่านั้นเป็นการหลอกตัวเองของผู้ทำแผน

แม้จะอ้างถึงเศรษฐกิจพอเพียงกันแบบแทบติดปากมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี แต่คนไทยโดยทั่วไปไม่เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งว่าสาระของแนวคิดเป็นอย่างไร เรื่องนี้พอเข้าใจได้เพราะชาวไทยมิได้แตกฉานในด้านเศรษฐศาสตร์กันอย่างทั่วถึง ส่วนนักเศรษฐศาสตร์ในสภาพัฒน์ฯ จะเข้าใจสักเท่าไรไม่เป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากในช่วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาการเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงมักทำกันในรูปของแผนภาพซึ่งมี 5 องค์ประกอบได้แก่ ความรู้ คุณธรรม ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันและความพอประมาณ โดยทั่วไปคนไทยมักท่องได้แต่ไม่เข้าใจและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เรื่องนี้จึงไม่มีความแตกต่างกับเรื่องการท่องศีลห้า

สำหรับผู้ที่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์เพียงจำกัด ขอเรียนว่าเศรษฐกิจพอเพียงกับเศรษฐกิจกระแสหลักต่างก็เป็นระบบตลาดเสรีที่ใช้กันมานานเพราะมันสะท้อนธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์เรา นั่นคือ เราเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวที่ค้าขายกันและเราต้องการทำอะไร ๆ ได้อย่างเสรี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจกระแสหลักหมดยุคสมัยเพราะไม่เหมาะกับสภาวะของโลกปัจจุบันเนื่องจากมันต้องการให้เราบริโภค หรือใช้ทรัพยากรโลกเพิ่มขึ้นแบบไม่หยุดยั้งทั้งที่ทรัพยากรร่อยหรอลงอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ความพอประมาณเป็นฐานของการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากร เนื่องจากความพอประมาณมีความยืดหยุ่นได้ จึงมักเกิดคำถามว่าจะตัดสินใจอย่างไร ขอเรียนว่าให้ยึดความจำเป็นซึ่งขอเน้นย้ำว่าต่างกับความต้องการเป็นฐานของการตัดสินใจ

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 อ้างถึงความพอประมาณในหลักการตั้งแต่ตอนต้น แต่หลังจากนั้นมิได้เสนอว่าจะใช้นโยบาย หรือมาตรการอะไรที่จะทำให้รัฐบาล หรือที่จะจูงใจให้คนไทยใช้ความพอประมาณเป็นฐานของการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากร ฉะนั้น จึงยากที่ประเมินว่าผู้เขียนแผนเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงมากน้อยเพียงไร หรือเข้าใจแต่ไม่มีความศรัทธา ถ้าจะให้ฟันธงคงต้องฟันว่ามีทั้งที่ไม่เข้าใจและที่ไม่ศรัทธา การอ้างว่าน้อมนำแนวคิดมาเป็นปรัชญานำทางจึงเป็นเพียงมาตรการประชาสัมพันธ์แนวการสร้างภาพหลอกลวงของนักการตลาดซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านนี้ แผนพัฒนาฯ จึงมีวาทกรรมคำโตๆ จำพวก “Thailand 4.0” และ “Startup” อยู่ทั่วไป

หลังเริ่มเร่งรัดพัฒนาประเทศสู่ความเป็นเสือเมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมา การใช้วาทกรรมคำโตๆ การทำอะไรๆ แบบไฟไหม้ฟางและมักง่ายที่ยึดการขึ้นป้ายถ่ายรูปแล้วจบ และการทำพิธีกรรมจำพวกเอิกเกริกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การอ่านแผนพัฒนาฯ ล่าสุดได้ความประทับใจว่าเป็นเอกสารในกระบวนการเดียวกัน ฉะนั้น จึงอยากถามว่าเราจะพัฒนาประเทศกันด้วยเนื้อหา หรือว่าด้วยการหลอกตัวเองต่อไป?