หากจะมองว่าการเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 จะเป็นไปอย่างไร ก็คงจำเป็นที่จะต้องมองย้อน
กลับไปพิจารณาความปรารถนาทางการเมืองของคณะรัฐประหารซึ่งสอดคล้องไปกับอารมณ์ความรู้สึกของคนชั้นกลาง-บนและคนชั้นสูงที่สนับสนุนและค้ำยันการเมืองปัจจุบันนี้ ซึ่งพอจะกล่าวได้ว่าเป็น“แรงปรารถนาร่วมทางสังคม” (Collective Desire) ของคนจำนวนไม่น้อยในสังคม
การมองย้อนกลับก็เพื่อที่ลองคาดเดาว่าภายใต้การขับเคลื่อนของ“แรงปรารถนาร่วมทางสังคม”เช่นนี้ จะนำพาการเมืองไทยไปในทิศทางใด เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนกลุ่มนี้เป็นผู้ควบคุมความเปลี่ยนแปลงของสังคมอยูแล้ว แรงปรารถนาของพวกเขาจึงครองอำนาจนำในสังคมด้วยเช่นกัน
กล่าวได้ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต่อเนื่องกันมานั้น มีความหมายที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะได้ส่งผลทำให้เกิดการสั่งสมจนตกผลึกของ “แรงปรารถนาร่วมกันทางสังคม” ซึ่งนอกจากจะทำให้การเคลื่อนตัวทางการเมืองที่หนีออกจากระบอบประชาธิปไตยแล้ว ในด้านหนึ่ง กลับจะกลายเป็นพลังในการค้ำยันการเมืองในอนาคต
“แรงปรารถนาร่วมกันทางสังคม” ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาไม่ได้แยกออกจากแรงปรารถนาส่วนบุคคล หากแต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกแบบแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างของคนแต่ละคนในสังคม เพื่อที่จะสร้างและใช้แรงปรารถนาร่วมนี้เป็นตัวเชื่อมในการผลักดันทางการเมือง
แรงปรารถนาร่วมทางสังคมและแรงปรารถนาส่วนบุคคลก็ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่สัมพันธ์อย่างแนบแน่นอยู่กับกลไกในการสร้างแรงปรารถนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ แรงปรารถนานี่เองทำให้เกิด “ตัวตน” ของผู้คนที่เข้ามาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่เด่นชัด ได้แก่ การเกิดคนที่ต้องทำหน้าที่ “กู้ชาติ” ขึ้นมา เช่น การเกิดลูกจีนกู้ชาติ เป็นต้น (The desiring machines produces intensive qualities )
แรงปรารถนาร่วมกันของผู้คนที่ผลักดันจนเกิดการรัฐประหารและค้ำยันระบบการปกครอง “แบบมาตรา 44” นี้คืออะไร และเกิดขึ้นจากกลไกอะไรและอย่างไร
ความปรารถนาให้สังคมมี “เสถียรภาพ” ในลักษณะแช่แข็งสถานะเดิมทั้งหมด โดยมีความรู้สึกเน้นที่ไม่อยากให้มีการเคลื่อนย้ายทางสังคม เพราะจะทำให้เกิดความ “ระส่ำระสาย” ในระบบความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเดิม เป็นแกนกลางของแรงปรารถนาร่วมกันทางสังคมของกลุ่มคนชั้นกลาง-บนและคนชั้นสูงในสังคมไทย เพราะการเคลื่อนย้ายทางสังคมที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก่อให้เกิดสภาวะที่“กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยอันลอยจะถอยจม” ซึ่งคนจำนวนหนึ่งไม่สามารถที่จะยอมรับได้
กลไกการสร้างและถักสานแรงปรารถนาให้ตกผลึกมาเป็นชุดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน และได้สร้างเหตุผลมารองรับไว้อย่างหนาแน่น ไม่ว่าจะเป็น “คนชนบทโง่ ขายสิทธิขายเสียง” “นักการเมืองเลว” ฯลฯ โดยสร้างประสานผ่านระบบการศึกษา การสื่อสารสาธารณะ และผ่านการอธิบายเหตุการณ์ในอดีต
แรงปรารถนาร่วมทางสังคมเช่นนี้ได้เปลี่ยนความหมาย “ตัวตน” ของผู้คนจากพลเมืองธรรมดามาสู่ “ พลเมือง”ผู้มีวิสัยทัศน์และคุณงามความดีในการพิทักษ์รักษาชาติให้พ้นจากเงื้อมมือคนเลวๆทั้งหลาย และพร้อมที่จะกระทำการทุกอย่างเพื่อบรรลุความปรารถนาดังกล่าว การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงแบ่งอำนาจให้แก่กลุ่มคนที่ดูเหมือนอยู่นอกเหนือการเมืองให้เข้ามามีอำนาจทางการเมือง
การเมืองไทยจากนี้ไปจึงถูกผลักดันจากแรงปรารถนาร่วมทางสังคมดังกล่าว ระบบของการใช้เหตุผลต่างๆไม่ได้เกิดจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล หากแต่จะสร้างรขึ้นมาเพื่อรองปฏิบัติการณ์ของแรงปรารถนาซึ่งเป็นส่วนของอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น และการใช้อารมณ์ความรู้สึกจะทวีมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามแรงปรารถนา
การเมืองไทยจากนี้ไปจึงเป็นเรื่องของความอ่อนไหวทางอารมณ์ ซึ่งจะทำให้เกิดการปะทุขึ้นของอารมณ์ที่นำไปสู่การทำลายล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยได้ง่ายมากขึ้น และทำในนามของการรักษา “เสถียรภาพ”ทางการเมือง
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะปลายปี พ.ศ.2560 หรือเลื่อนไปอีกหนึ่งปีก็ตาม ก็ไม่อาจจะลดความขัดแย้งลงได้ มิหน้ำซ้ำ มีแนวโน้มที่จะมีโอกาสของการใช้ความรุนแรงมากขึ้น เพราะรัฐบาลทหารไม่ได้มีความพยายามจะเข้าใจแรงปรารถนาร่วมทางสังคมซึ่งก็ทำให้ไม่ได้มีการแสวงหาแนวทางการแก้ไขอะไร
ขณะเดียวกัน ความไม่เข้าใจนี้ทำให้มองไม่เห็นว่าภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนล้วนแล้วแต่ดำรงอยู่ในฐานะ/สถานะที่แตกต่างกัน แรงปรารถนาร่วมของกลุ่มคนที่แตกต่างกันก็ย่อมที่จะไม่ลงรอยกันเหมือนเดิม ซึ่งหากไม่พยายามทำความเข้าใจให้ชัดเจนก็ยิ่งซ้ำเติมให้ความแตกแยกทางอารมณ์ความรู้สึกสูงมากขึ้นไปด้วย การเมืองในอนาคตจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากขึ้นเสียด้วยซ้ำไป
ความที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องการอยากจะให้ท่านผู้อ่านลองมองภาพการเมืองออกจากกรอบของระบบเหตุผล และหันมามองทางด้านอารมณ์ความรู้สึกดูบ้าง เพื่อที่จะเข้าใจความขัดแย้ง ความรุนแรง และความเกลียดชังกันในสังคมได้มากขึ้นและอาจจะพอแสวงหาทางออกให้แก่สังคมได้มากขึ้นสักหน่อยครับ






