โรฮิงญา และอุยกูร์ เป็นสองชาติพันธุ์ที่หลายคนคงได้ยินชื่อบ่อยครั้งผ่านข่าวสารเรื่อง
ความขัดแย้ง และความรุนแรงในปัจจุบันนี้ คำถามคือพวกเขาเป็นใครและเหตุใดถึงได้ไปมีส่วนในเหตุความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง
โรฮิงญา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือศาสนาอิสลาม แต่เดิมอาศัยอยู่ที่ประเทศบังคลาเทศจนเมื่อสมัยที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมจึงได้กวาดต้อนกลุ่มคนนี้มาเป็นแรงงานที่ประเทศเมียนมา จากนั้นเป็นต้นมาคนกลุ่มนี้ก็ไม่มีสถานะทางสัญชาติที่แน่นอน ต้องเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศเมียนมา จนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ประชาคมโลกจึงได้รู้จักชาวโรฮิงญามากขึ้นจากข่าว “มนุษย์เรือ (Boat people)” ที่ลอยเรือกลางทะเลโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะอพยพลี้ภัยไปยังประเทศอื่น โดยมีไทยเป็นประเทศทางผ่าน ซึ่งยังคงเป็นคำถามของสังคมอยู่ว่าไทยควรจะให้ความช่วยเหลือและมีบทบาทอย่างไรในการช่วยเหลือกลุ่มคนนี้
การช่วยเหลือนั้นควรต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างเรื่องงบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือ เรื่องความมั่นคงในประเทศ กับสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะได้รับ หากพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเหตุใดจึงต้องเสี่ยงเป็นตายลอยเรือข้ามน้ำข้ามทะเลหนีภัยมา โดยเฉพาะเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีข่าวสถานการณ์ความขัดแย้งที่รัฐยะไข่จนกระทั่งทางการเมียนมาออกมาปราบปรามชาวโรฮิงญาและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้น เป็นคำถามสำคัญที่ว่า พวกเขาทำอะไรจึงเป็นเหตุให้ไม่มีประเทศไหนต้อนรับและในขณะเดียวกันถึงขั้นต้องมีการปราบปรามที่ร้ายแรง ปัญหาอยู่ที่ชาวโรฮิงญา หรือประเทศใด หรืออะไร ทำไมคนเราที่มีความต่าง ต่างชาติพันธุ์ ต่างศาสนา จึงไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
อีกกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่เป็นที่รู้จักของสังคมไทยไม่แพ้โรฮิงญา คือ “อุยกูร์” จากเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งเหตุการณ์ประท้วงและบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินสถานกงสุลไทย ณ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 สาเหตุเพราะทางการไทยส่งผู้อพยพชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน และเหตุระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อเดือนสิงหาคมปีเดียวกันที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จากเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวมีข้อสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับชาวอุยกูร์หรือไม่ แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปของเหตุการ์นี้อย่างชัดเจน รวมทั้ง
กลุ่มชาติพันธุ์อุยกูร์ (Uygur) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เตอร์กิช อาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่แถบเอเชียกลาง แต่พื้นที่ที่กลุ่มคนนี้อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น คือ ในมณฑลซินเจียง ประเทศจีน (หรือที่เรียกว่า เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งกินพื้นที่กว่า 1 ใน 5 ของประเทศจีน) โดยเฉพาะที่เมืองอุรุมฉี (Urumqi) เมืองหลวงของมณฑลซินเจียง มีอาณาเขตติดต่อกับหลายประเทศ ได้แก่ รัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ทาจิกีซสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย ประกอบด้วยหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ อาทิ Uygur Tajik Hui Han Kyrghiz Kasakh เป็นต้น เมืองอุรุมฉีมีอดีตความเป็นมาที่ยาวนาน มีความสำคัญคือเป็นอดีตศูนย์กลางของการค้าและวัฒนธรรมบนเส้นทางสายไหม (the Ancient Silk Rosd) จากจีนไปยังดินแดนตะวันออกกลาง ปัจจุบันตามสถานที่สาธารณะของเมืองอุรุมฉีจึงมีการใช้ทั้งภาษาจีนและภาษาอุยกูร์ซึ่งดัดแปลงมาจากภาษาอาหรับ ประชากรของพื้นที่นี้จึงมีความพิเศษ คือ อาศัยในประเทศจีนแต่หน้าตาผู้คนคล้ายแขกขาว นับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็สามารถพูดภาษาจีนได้
แต่เดิมประชากรส่วนใหญ่ของพื้นที่นี้คือ ชาวอุยกูร์ มีภาษาและเป็นของตนเอง นับถือศาสนาอิสลาม จนกระทั่งรัฐบาลจีนมีความพยายามที่จะผสมกลมกลืนให้ชาวอุยกูร์กลายเป็นคนจีนโดยมีนโยบายส่งเสริมให้ชาวฮั่น (Han) ไปอาศัยและทำมาหากินในพื้นที่นี้ ปัจจุบันอัตราส่วนระหว่างชาวอุยกูร์กับชาวฮั่นจึงมีจำนวนใกล้เคียงกันมาก ทั้งสองเชื้อชาติอุยกูร์และฮั่นมีความแตกต่างกันมากในทุกเรื่องทั้งชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม ดังนั้นการมีเหตุความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะในระยะหลังที่ชาวอุยกูร์ถูกจำกัดและริดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานจากรัฐบาลจีนในหลายเรื่อง อาทิ การจำกัดไม่ให้ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน โดยสั่งให้ร้านอาหารเปิดบริการตามปกติในเวลากลางวัน การห้ามไม่ให้ข้าราชการและนักศึกษาถือศีลอด เป็นต้น
จนกระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 ส่งผลให้ชาวอุยกูร์ออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิ เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจจนกลายเป็นเหตุจราจลในที่สุด มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จากนั้นเป็นต้นมาถือเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งขั้นรุนแรงและมีเหตุการณ์ความรุนแรงอื่นๆ ตามมาอีกเป็นระยะๆ การกดขี่ข่มเหงและการจำกัดสิทธิของรัฐบาลจีนดังกล่าวยังส่งผลให้มีชาวอุยกูร์อพยพออกนอกพื้นที่ประเทศจีนมากขึ้นด้วยมีความพยายามที่จะย้ายไปอยู่ยังประเทศที่สามที่นับถือศาสนาอิสลาม เช่น ตุรกี ปากีสถาน และมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้มีเสรีภาพในการใช้ชีวิตมากกว่าการอาศัยอยู่ในประเทศจีน
ชาวอุยกูร์อาจจะโชคดีกว่าชาวโรฮิงญาที่อย่างน้อยพวกเขาก็มีสถานะเป็นประชากรของประเทศหนึ่งๆ ในขณะที่ชาวโรฮิงญาไม่มีแม้แต่สถานะความเป็นพลเมืองของประเทศใดๆ จากกรณีของชาวอุยกูร์ทำให้นึกไปถึงพี่น้องชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่พวกเขาก็มีชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม แตกต่างไปจากคนไทยส่วนใหญ่ ที่รัฐไทยก็มีความพยายามที่จะผสมกลมกลืนให้พวกเขากลายเป็นคนไทยโดยการกำหนดให้ใช้ภาษาไทยในการเรียนการสอนในโรงเรียน
ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเขาเหล่านี้ใช้ภาษามลายูถิ่นในชีวิตประจำวัน จึงส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กในพื้นที่นี้ต่ำที่สุดในประเทศ และจากความแตกต่างนี้ก็ก่อให้เกิดความขัดแย้ง เหตุการณ์ความรุนแรง ซึ่งไม่ต่างไปจากเมืองอุรุมฉี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เช่นเดียวกัน ที่ผู้คนที่มีความแตกต่างและมีอัตลักษณ์เป็นของตนเองแต่กลับไม่มีอิสระในการใช้ชีวิตในแบบวิถีของตนเอง
คำถามคือ การปกครองแบบรัฐชาติสมัยใหม่จะช่วยให้คนที่มีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม ฯลฯ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างไร และทำอย่างไรถึงจะทำให้ผู้คนที่มีความต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้ เพียงแค่เราในฐานะมนุษย์ด้วยกันเปิดใจยอมรับจะเพียงพอหรือไม่ การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลาย หรือที่เรียกว่า สังคมแบบพหุวัฒนธรรม คืออะไร และมีอยู่จริงหรือไม่
----------------------
รพีพร สิทธิ
เจ้าหน้าที่บริหารโครงการ ฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สกว.









