วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จาก New Normal สู่โลกยุค 4.0 (1): ผันผวน โดดเดี่ยวและอึมครึม

ปีใหม่เป็นช่วงเวลาให้ได้กลับมาย้อนคิด นั่งดูผลงานในช่วงที่ผ่านมา ว่ามีสิ่งใด

ที่ทำได้ดี และสิ่งได้ที่พร้อมจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ สำหรับผู้เขียน การย้อนคิดมีค่าขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะได้ย้อนพิจารณาถึงสิ่งที่ได้คาดการณ์ไว้ ณ ปลายปีที่ผ่านมา

ในปลายปี 2558 ต่อเนื่องปี 2559 ผู้เขียนขมักเขม้นกับการเขียนต้นฉบับของหนังสือ “ลงทุนอย่างไรในโลกยุค New Normal” โดยมองว่า เศรษฐกิจโลกใน 5 ปีข้างหน้าจะ “โตต่ำ ค้าน้อย โภคภัณฑ์ถูก และผลตอบแทนต่ำและผันผวน”

แม้ภาพดังกล่าวจะยังคงเป็นอยู่ แต่ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์ที่ “เปลี่ยนเกม” หรือ Game Changer หลายประการ เช่น (1) กระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์ที่รุนแรงขึ้นมาก และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโลก (2) การที่ซาอุดิอาราเบียในฐานะผู้นำกลุ่ม OPEC เริ่มมีอำนาจอีกครั้ง และสามารถประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และ (3) ความไร้ประสิทธิภาพของนโยบาย QE ของธนาคารกลางทั่วโลก แต่นักลงทุนกลับฝากความหวังไว้กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมพ์

เมื่อปัจจัยเริ่มเปลี่ยนไปเช่นนี้ ภาพของเศรษฐกิจโลกใน 4-5 ปีข้างหน้าก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน โดยในช่วงต่อไปภาพจะผันจาก New Normal เป็นโลกยุค 4.0 ที่ “ผันผวน โดดเดี่ยว อึมครึม แต่ให้ความหวัง”

ที่กล่าวว่าเป็นโลกยุค 4.0 เป็นเพราะตัวเลข 4.0 นี้เป็นตัวเลขแห่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และนำมาสู่ภาพอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรม 4.0 การตลาด 4.0 รวมถึงแนวนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลที่เน้นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับภาคการผลิต เพื่อจะยกระดับให้ไทยกลายประเทศพัฒนาแล้ว

แต่โลกยุค 4.0 ของผู้เขียนมองไกลไปกว่านั้น เพราะมองว่าในยุค 4.0 โลกจะเผชิญกับปัจจัยต่างๆ ที่กำหนดให้ภาพเศรษฐกิจให้เปลี่ยนไป 4 ประการ

ภาพแรกได้แก่ เศรษฐกิจโลกจะผันผวนมากขึ้นจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) แนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมพ์ (Trumponomics) ทั้งการลดภาษี การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และการให้แรงจูงใจให้เอกชนสหรัฐกลับมาลงทุนในประเทศ ทั้งหมดนี้ในเชิงเศรษฐศาสตร์คือการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่การที่เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาขยายตัวเต็มศักยภาพแล้ว ไม่ว่าจะพิจารณาจากช่องว่างการผลิตที่ปิดลง การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หรือเงินเฟ้อที่กำลังจะเข้าสู่เป้าหมาย แต่เมื่อนโยบายรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจอีก จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเกินพื้นฐานในช่วงสั้น นำไปสู่เงินเฟ้อ ความเสี่ยงฟองสบู่ และหดตัวในระยะต่อไป (หรือที่ศัพท์เศรษฐศาสตร์เรียกว่า Boom -bust cycle)

(2) แนวนโยบายการเงินโลกที่สวนทาง (Policy Divergence) การที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวเต็มที่แต่เศรษฐกิจประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศเจริญแล้วยังคงอ่อนแอ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) พร้อมขึ้นดอกเบี้ยสวนทางกับยุโรปและญี่ปุ่น นโยบายการเงินที่แตกต่างกันเช่นนี้จะนำไปสู่ความผันผวนในหลากหลายตลาดการเงิน ทั้งตลาดพันธบัตร ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดโภคภัณฑ์ จึงเป็นไปได้ที่ในระยะต่อไป ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรจะสูงและชันขึ้น ราคาโภคภัณฑ์บางชนิดอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น และเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น

และ (3) ความเสี่ยงตลาดเกิดใหม่ อันเป็นผลทั้งจากการที่ภาคเอกชนในประเทศตลาดเกิดใหม่กู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากดอกเบี้ยต่ำ เช่น หนี้ภาคเอกชนในจีนที่เพิ่มขึ้นเกือบ 100% ของ GDP ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และส่วนหนึ่งเป็นหนี้สกุลต่างชาติ ซึ่งดอกเบี้ยขาขึ้น บวกกับดอลลาร์แข็งค่าขณะที่สกุลท้องถิ่นอ่อนค่านั้น จะทำให้ประเทศตลาดเกิดใหม่เผชิญ 2 ความเสี่ยง คือต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และมูลหนี้ที่แปลงเป็นสกุลท้องถิ่นยิ่งสูงขึ้น ทั้งสองปัจจัยจะทำให้เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่เผชิญความเสี่ยงในอนาคต

ภาพที่สอง ได้แก่ เศรษฐกิจต่างๆ จะโดดเดี่ยวมากขึ้น อันเป็นผลจากกระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์ (Anti-globalization) ที่จะนำไปสู่กระแสปกป้องทางการค้า การลงทุน การเงิน และแรงงาน และนำไปสู่ผลลบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

โดยด้านการค้า นั้น เป็นไปได้ที่นโยบายรัฐบาลทรัมพ์จะหันไปเน้นการเจรจาการค้าแบบทวิภาคี แทนการเจรจาแบบพหุภาคี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตของประเทศใหญ่อย่างสหรัฐมากกว่า แต่ก็จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น กระทบต่อผู้มีรายได้น้อยในสหรัฐเอง ในขณะที่ประเทศเล็กก็จะเผชิญกับกำแพงภาษี และ/หรือการกีดกันการค้ามากขึ้น และเป็นผลลบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ขณะที่การดึงการลงทุนทั้งทางตรง (FDI) และทางการเงิน (Portfolio Investment) กลับประเทศนั้น จะส่งผลลบต่อทั้งประเทศพัฒนาแล้ว (เจ้าของทุน) และกำลังพัฒนา (ผู้รับทุน) โดยทำให้การจ้างงานและการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาลดลง คนว่างงานมากขึ้น เศรษฐกิจแย่ลง ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้วจะเผชิญกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

ภาพที่สาม ได้แก่เศรษฐกิจการเมืองโลกจะอึมครึมมากขึ้น เป็นเพราะผู้นำของประเทศชั้นนำของโลก มีแนวคิดแบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ (Strong Man) ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีทรัมพ์ของสหรัฐ ปูตินของรัสเซีย สีจิ้นผิงของจีน และรองมกุฎราชกุมารมูฮัมหมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดิอาราเบีย ต่างแข็งกร้าวและมีแนวนโยบายที่จะรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนถึงการใช้กำลังทางทหารในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการบุกยึดไครเมีย และเข้าร่วมสงครามซีเรียของรัสเซีย การบุกยึดหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกของจีน และการเข้าทำสงครามในเยเมนของซาอุดิอาราเบีย ขณะที่ในส่วนของทรัมพ์นั้น แม้ยังไม่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแต่ก็สร้างความร้อนแรงให้กับภาคการต่างประเทศ ทั้งการพูดคุยโทรศัพท์กับไต้หวัน การท้าทายอำนาจของจีนผ่านทางทวิตเตอร์ รวมถึงการสนับสนุนให้ประเทศทั้งหลายเริ่มสั่งสมกำลังอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง ทั้งหมดบ่งชี้ว่า ในยุคของทรัมพ์นั้น ความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นของภาคการเมืองโลกคือแนวคิดแบบสงครามเย็น (Cold War Mentality) ที่จะกลับมาและนำความเสี่ยงมาสู่เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองโลกในอนาคต

เมื่อภาพเศรษฐกิจการเมืองโลกในยุคต่อไปจะผันผวน โดดเดี่ยว และอึมครึมเช่นนี้ ความหวังจะอยู่หนใด และภาคธุรกิจจะต้องเตรียมพร้อมรับมือ รวมถึงทำนโยบายเชิงรุกเพื่อความสำเร็จอย่างไร

โปรดติดตามตอนต่อไป

------------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่