วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พักตัวบนทิศทางบวก' ทิศทางหุ้นไทยปีนี้

ในรอบปี 2559 ที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะอยู่ในภาวะฝืดเคือง แต่ตลาดหุ้นไทยกลับ “สวนกระแส”

 ปรับตัวขึ้นสูงสุด เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลักทั่วโลก สะท้อนผ่าน “ผลตอบแทน” ที่อยู่สูงถึงระดับ 20% (วันที่ 30 ธ.ค.2559 ปิดตลาด 1,542.94 จุด เทียบกับสิ้นปี 2558 ที่ปิดตลาดระดับ 1,288.02 จุด)

ขณะที่ตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน อย่างสิงคโปร์ ,ไต้หวัน และมาเลเซีย สร้างผลตอบแทนเพียง 17% ,15.5% และติดลบ 5% ตามลำดับ ส่วนดัชนี DAX ดัชนี UK และดัชนี DJIA มีผลตอบแทนเฉลี่ย 10-15% 13% ตามลำดับ

บ่งบอกว่า เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าไหลออกหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง!

สำหรับประเด็นที่นักลงทุนต้องตามต่อในปี 2560 นอกจากเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจยุโรปและเมืองจีนที่อาจอ่อนตัวแล้ว คงหนีไม่พ้นนโยบายการบริหารประเทศของ “โดนัลด์ ทรัมป์”ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ที่กำลังจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 ม.ค.นี้

เพราะหากนโยบายที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งหาเสียงสามารถ ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัว อาจเห็นคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed Fund Rate) อย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลอดทั้งปีเฉลี่ยครั้งละ 0.25%

หลังประกาศขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 0.25% เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2559 ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบเกือบ 10 ปี (ปัจจุบันดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ระดับ 1.25%) สอดคล้องกับความเห็นของ “มอร์แกน สแตลเลย์” ที่ระบุว่า

เฟดอาจค่อยๆขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2560 เฉลี่ย 2 ครั้ง และ 3 ครั้งในปีถัดไป หากเป็นจริงเช่นนั้น อาจเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายออกจากตลาดเกิดใหม่ เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ผลตอบแทนที่ดีกว่าในสหรัฐ

สอดคล้องกับความเห็นของ บล.บัวหลวง ที่ระบุว่า นโยบายการเงินที่เข้มข้นของสหรัฐ อาจทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน ในลักษณะย้ายไปย้ายมาตามสตอรี่ในขณะนั้น แต่หากพิจารณาตามสัญญาณเทคนิคจะพบว่า แม้เงินทุนทั่วโลกจะเกิดการย้ายแหล่งทำกำไร แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” คาดว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้ก่อนตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2

สำหรับปัจจัยบวกดันหุ้นไทย นักวิเคราะห์ประเมินว่า มีด้วยกันหลายประเด็นด้วยกัน 

ประการแรก ผลบวกจากการเจรจาลดอัตราการผลิตน้ำมันในการประชุม OPEC & NON OPEC เพราะการลดการผลิตน้ำมันในครั้งนี้ อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในปี 2560 อยู่ระดับ 55-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Soft Commodities) ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา น้ำตาล ปาล์ม รวมถึงราคาปศุสัตว์ ก็จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจากปี 2558-2559 เช่นกัน

ประการที่สอง มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า สาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นต้น สาม การบริโภคภายในประเทศกลับมาฟื้นตัว 

สี่ ภาระหนี้จากนโยบายรถคันแรกเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2559-2561 และประการสุดท้าย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลง หลังนโยบายหักลดหย่อนภาษีใหม่จะมีผลในปี 2560

ทว่า หากพิจาณาจาก Parameter หลากหลายประเภทที่ใช้ประเมินตลาดหุ้น เช่น Trend Line ,Bollinger band,Moving average รวมถึงเครื่องมือ RSI ,MACD ผลลัพท์บ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วง “พักตัวบนทิศทางขาขึ้น” และหุ้นรับเหมาก่อสร้าง หุ้นค้าปลีก หุ้นธนาคาร และหุ้นน้ำมันปิโตรเคมี อาจเป็นกลุ่มที่น่าลงทุนที่สุด