ข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้บอกว่านักศึกษาจีนมาเรียนมหาวิทยาลัยไทย ได้ร้องเรียนว่ามาตรฐานของไทยต่ำ
อาจารย์เรียกผลประโยชน์แลกเกรด สอนไม่ครบหลักสูตร ตุกติกเรื่องเงิน
สวนทางกับเป้าหมายที่กระทรวงศึกษาของไทยจะสร้างให้ไทยเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาคนี้
คนไทยที่รับรู้สภาพการศึกษาของไทยในทุกระดับ ย่อมจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย หากแต่มีเค้าของความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาเอกชนที่มีเป้าหมายหลักคือธุรกิจ มิใช่เพื่อการศึกษาอย่างแท้จริง
ข่าวชิ้นนี้มาจาก ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่แถลงข่าวว่ารัฐบาลมี นโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค หรือ Education Hub ซึ่งได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี มีนักเรียน นักศึกษาจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาเรียนในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะนักศึกษาจากประเทศจีนมีมากถึงประมาณ 50,000 คน แบ่งเป็นระดับอุดมศึกษาประมาณ 20,000 คน และระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ประมาณ 30,000 คน ขณะเดียวกันมีนักเรียน นักศึกษาจากประเทศไทยไปเรียนประเทศจีน ประมาณ 29,000 คน
แต่ท่านบอกว่าที่ผ่านมาตนได้รับการร้องเรียนจากนักศึกษาประเทศจีน ที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยไทยว่า มีมหาวิทยาลัยบางแห่งรับนักศึกษาจีนเข้ามาเรียน เป็นหลักพันคน และมีปัญหาในเชิงคุณภาพ สอนไม่ครบตามหลักสูตร ไม่ครบชั่วโมง บางแห่งแทบจะไม่มีการเรียนการสอน แต่มีการออกเกรดให้แก่นักศึกษา และอาจารย์บางคน มีการเรียกรับผลประโยชน์แลกกับผลการเรียน อาจารย์บางคนมีคุณสมบัติไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)กำหนด รวมถึงมีการออกใบเสร็จรับเงินค่าเล่าเรียนไม่ตรงกับเงินที่เก็บจริงจากนักศึกษา ซึ่งได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ให้ดำเนินการตรวจสอบ ทราบว่า สกอ.จะประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาในเร็ววัน
ปลัดกระทรวงศึกษาฯบอกด้วยว่า “มหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่เปิดรับนักศึกษาจากประเทศจีนเข้าเรียนจำนวนมากมีประมาณ 6 แห่ง ทั้งหมดเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน และในจำนวนนี้มี 3 แห่งที่ถูกร้องเรียน โดยทั้งหมดอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะส่งผลทำให้ภาพลักษณ์ มาตรฐานการศึกษาของประเทศได้รับความเสียหาย ซึ่งกระทรวงศึกษาจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น โดยผมจะรายงานเรื่องดังกล่าวให้พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ รับทราบต่อไป”ดร.ชัยพฤกษ์บอกนักข่าว
ข่าวต่อมามีการระบุชื่อสถาบันการศึกษาทั้งสามแห่ง พร้อมรายละเอียดว่าการรับนักศึกษาส่วนหนึ่งผ่าน “โบรกเกอร์” ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาเกี่ยวกับความไร้มาตรฐานที่ว่านี้
ความจริง เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้นักศึกษาจีนร้องเรียน ก็น่าที่เจ้าหน้าที่กระทรวงฯจะได้รับทราบปัญหา ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะนักศึกษาจีนเท่านั้น หากแต่เป็นความเสื่อมเสียที่เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาของเราที่มีผลกระทบกว้างไกลถึงเด็กและผู้ปกครองไทยเอง
ก่อนที่เราจะคิดไกลถึงขั้นที่จะทำให้ประเทศไทยเป็น “ฮับการศึกษา” ของอาเซียน จะต้องชำระสะสางปัญหาในระบบการศึกษาของเราเอง ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปถึงอุดมศึกษาอย่างจริงจัง เพราะแม้เพื่อนบ้านที่เคยล้าหลังเราในเรื่องนี้ก็กำลังจะแซงหน้าเรา เพราะตระหนักแล้วว่าการจะพัฒนาประเทศให้พ้นจากระดับกำลังพัฒนา เข้าสู่ระดับพัฒนานั้น หัวใจคือการยกระดับมาตรฐานการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ
อาจารย์ต่างชาติที่มาสอนในมหาวิทยาลัยไทยบางคน เคยเล่าให้ผมฟังถึงปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นคือผู้บริหารมหาวิทยาลัยและผู้ปกครองของเด็กไทยเองนั่นแหละ ที่กดดันให้อาจารย์ต้องยอมให้เกรดผ่านกับนักศึกษาทั้ง ๆ ที่สอบไม่ผ่าน และที่เกิดเหตุเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียงเสียด้วย
นั่นย่อมแปลว่าปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะนักศึกษาจีนร้องเรียนคุณภาพของอาจารย์ไทย แต่อาจารย์ต่างชาติก็เผชิญปัญหาคุณภาพต่ำของผู้บริหารมาวิทยาลัยไทยเช่นกัน
ณ จุดนี้ อย่าฝันที่จะเป็น “ฮับ” หรือ “แกนกลาง” ของภูมิภาคเลยครับ เอาแค่ยกระดับของเราให้ได้มาตรฐานสากลเสียก่อนก็เป็นผลงานล้ำเลิศแล้ว
พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องตั้งวงเสวนากับรัฐมนตรีศึกษาฯคนใหม่ นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ว่าจะยกเครื่องระบบการศึกษาของไทยกันอย่างไรบ้าง









