คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ออกรายงานฉบับสุดท้ายของปีในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปัจจัยเดิมๆ ในปีที่แล้ว แม้จะประเมินว่าภาคส่งออกกระเตื้องขึ้นมาบ้าง แต่ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของเสถียรภาพการเงินเพิ่มขึ้น โดยระบุว่า "ภาวะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งต้องคำนึงถึงประเด็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน ซึ่งแม้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในบางจุด (pockets of risks) ที่ยังต้องติดตามต่อเนื่อง
กนง.ได้ยกตัวอย่างความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น คือ "คุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงทั้งในสินเชื่อธุรกิจโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และสินเชื่อครัวเรือน รวมทั้งพฤติกรรม แสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield)โดยเฉพาะในกลุ่มตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bonds) ซึ่งสามารถนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินไป (underpricing of risks)" และระบุว่า "ความเสี่ยงเหล่านี้อาจมีความเชื่อมโยงต่อระบบการเงินสูง"
ประเด็นที่น่าสนใจในเชิงนโยบายคือ คุณภาพสินเชื่อของเอสเอ็มอีในบางธุรกิจที่แย่ลง ซึ่งแน่นอนว่ากนง.ย่อมมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากสถาบันการเงิน นั่นแสดงให้เห็นว่าเอสเอ็มอีในปีที่ผ่านมายังประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด และเป็นสิ่งที่สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาเอสเอ็มอีให้สามารถพัฒนาต่อไปได้และมีศักยภาพในการแข่งขัน เพราะหากเอสเอ็มอีมีความแข็งแกร่ง นั่นหมายถึงว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมก็มีความแข็งแกร่งไปด้วย เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีจำนวนมากทั่วประเทศ
รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอีหลายด้าน รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน โดยมีการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อประคับประคองเอสเอ็มอีให้พ้นวิกฤติจากภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าจากรายงานต่างๆ เกี่ยวกับสถานะเอสเอ็มอีชี้ให้เห็นว่าเอสเอ็มอีเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน และยิ่งภาวะเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ประกอบกับได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก เอสเอ็มอีย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการบริการจัดการที่ดี ดังจะเห็นได้จากรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือที่แตกต่างไปจากธุรกิจขนาดใหญ่
แต่หากพิจารณารายงานของกนง.เกี่ยวกับสถานะของเอสเอ็มอี กลับพบว่าเอสเอ็มอีไทยอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ลงไปจากเดิม แม้ด้านหนึ่งอาจกล่าวโทษว่านโยบายดูแลเอสเอ็มอีหรือสนับสนุนเอสเอ็มอีของรัฐบาลนั้นไม่ได้ผล แต่อีกด้านหนึ่งอาจชี้ให้เห็นว่าเอสเอ็มอีของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในของผู้ประกอบการในกลุ่มเอสเอ็มอี และด้วยขนาดของเอสเอ็มอีมีจำนวนมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมหลักประสบปัญหา ก็ย้อนกลับมาที่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศว่าทำไมฟื้นตัวอย่างล่าช้า
จากฐานะของเอสเอ็มอีดังกล่าวนี้ รัฐบาลอาจจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาลึกลงไปว่า แท้ที่จริงแล้วฐานะเอสเอ็มอีทั้งระบบเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะที่ผ่านมา ข้อมูลที่ออกมาจากหน่วยงานภาครัฐเป็นภาพกว้างๆ ของเอสเอ็มอีเท่านั้น แต่เมื่อลงลึกแล้วกลับไม่มีความชัดเจนเพียงพอ ซึ่งการมีข้อมูลกว้างๆ และเป็นการประเมินนี้เอง ทำให้หน่วยงานที่ดูแลมักจะพอใจกับมาตรการที่ออกไป แต่ปัญหาจากคุณภาพสินเชื่อของเอสเอ็มอีเป็นสิ่งที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
เราเห็นด้วยว่าเอสเอ็มอีเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจภายในของประเทศ แต่หากปัญหาของเอสเอ็มอียังเหมือนเดิม ก็สะท้อนให้เห็นว่านโยบายที่ผ่านๆ มานั้นยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการให้เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มสำคัญ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องกลับมาทบทวนมาตรการที่ผ่านมาว่ามีปัญหาและจุดอ่อนตรงไหน เพราะหาไม่แล้วความหวังจะให้เอสเอ็มอีเป็นเสาหลักสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจไทย คงต้องใช้เวลาอีกนาน






