ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนมากต้องได้เคยได้ยินวลีหรือประโยคที่มักมีคนติฉินนินทาว่าร้าย
“คนไทย” ในทางที่ทั้งอาจเข้าใจผิดไม่เข้าใจกันหรือแม้กระทั่งเป็นเรื่องที่เป็นสิ่งสมควรได้รับการตำหนิติเตียนกันจริงๆ ก็มี ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์สอนวิชาสังคมและวัฒนธรรมให้นิสิตจุฬาฯ และในองค์กรสถาบันอื่นๆ อีกหลายแห่ง จึงไม่น่าจะเป็นการ “อวดรู้” แต่ประการใดที่จะนำสิ่งที่เป็นประสบการณ์และแนวทางความคิดความอ่านของคนจำนวนมากมาพูดคุยกันถึงความเป็นไทยที่แท้จริงเป็นเรื่องๆ ในบทความนี้
เรื่องวินัยจราจร เป็นกรณีที่มีคนไปพูดกันเป็นสโลแกนเลยว่า “วินัยจราจรสะท้อนวินัยคนในสังคม” ทุกวันนี้ความเชื่อผิดๆ คิดเองเออเอง เช่น การไม่ให้ไฟสัญญาณเวลาจะเปลี่ยนช่องทางหรือด้วยเหตุผลอื่นๆ เพราะคิดว่าการส่งสัญญาณแสดงว่าตนเองขี้กลัวตนเองไม่มืออาชีพ หรือเชื่อผิดๆ ว่ายิ่งเปิดสัญญาณจะไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นๆ จึงไม่เปิดสัญญาณดีกว่า และเมื่อพัฒนาเป็นนิสัยอย่างถาวรแล้ว ขนาดขับรถไปในสถานที่ราชการ อย่างในจุฬาฯ เอง ผมสังเกตเห็นความไม่มีมารยาทและขาดความรับผิดชอบของผู้ที่อาศัยเส้นทางเชื่อมต่อของมหาวิทยาลัยเป็นทางผ่าน ทั้งการใช้ไฟสัญญาณไฟฉุกเฉินขอทางทั้งที่พิจารณาดูจากความรอบรู้ของตนเองเชื่อได้ว่าเป็นรถบุคคลทั่วไปแต่ไปลักลอบติดไฟสัญญาณฉุกเฉินที่เคยพูดไปในหลายแห่งแล้วว่าเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเอาเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นป้ายทะเบียนปลอม ไม่ติดแผ่นป้ายเลยหรือกระทั่งติดไฟสัญญาณฉุกเฉินเองซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ประการสำคัญและน่าห่วงอย่างยิ่งคือรถราที่มาวิ่งในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ปฎิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเพราะยังคงใช้ความเร็วและขับแซงกันปาดกันกระทั่งบางครั้งมีอุบัติเหตุเฉี่ยวชนนิสิตและประชาชนที่มาติดต่อราชการในมหาวิทยาลัย จิตสำนึกเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอบรมสั่งสอนกันแต่เป็นเรื่องสามัญสำนึกที่บุคคลพึงจะต้องมีความละอายและรู้ถึงกาละเทศะที่สมควร
ความจริงอีกเรื่องที่จะพูดถึงเป็นสิ่งที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทประพันธ์ที่รู้จักกันอย่างดีในชื่อเรื่อง “ลัทธิเอาอย่าง” ซึ่งมีเรื่องหนึ่งที่ผมเคยตำหนิและบอกกล่าวให้บริษัทห้างร้านต่างๆ เลิกแปลคำภาษาอังกฤษ customer แล้วมาเรียกคนทั่วๆ ไปว่า “ลูกค้าอย่างโน้นอย่างนี้” เวลาไปติดต่องาน เพราะฝรั่งเขาเรียกคนที่มาติดต่อด้วยความสุภาพและเขาใช้คำกลางๆ คุณ ผม ฉัน เธอ แต่วัฒนธรรมไทยเรา มีความหลากหลายและงดงามในแง่ภาษาซึ่งในทัศนะของผมเหนือกว่าประเทศอื่นๆในโลก ผมกลับมีความรู้สึกดีที่ได้ยินพนักงานต้อนรับเรียกว่าคนมาติดต่อว่า พี่ ป้า น้า อา ไม่ต้องมาเรียกว่า ท่าน เทิ่น อะไร เพราะไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง แต่พิจารณาลึกๆ เชื่อได้ว่า “ลัทธิเอาอย่าง” เช่นนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากความไม่เข้าใจถึงสังคมแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่เรามีมาอย่างช้านาน
กระทั่งวันหนึ่งเกิดความแตกแยกเพราะเราคิดว่า นั่นคือ “พวกเขา นี่คือพวกเรา” วันนี้กลายเป็นว่า “บริษัทห้างร้านเอกชน” จำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทมือถือค่ายต่างๆ กระทั่งห้างสรรพสินค้าทั่วไป มักง่ายมาก คือ ให้พนักงานใช้คำกลางๆ แบบแปลตรงๆ จากฝรั่งแล้วไม่ต้องวิเคราะห์ลูกค้าว่าเขาเป็นใคร คือ มองง่ายๆ ว่าไอ้คนที่เข้ามาติดต่องานเรา มีเงินมาให้ มาขอบริการเรา แต่ไม่คิดจะสร้างเสริมจิตสำนึกในการให้บริการเลยแม้แต่น้อย ผมชื่นชมพนักงานบางคนที่รู้จักศึกษาหาความรู้อยู่ในบริเวณถิ่นฐานที่ตั้งของบริษัท มีโรงเรียน โรงพยาบาล มีสถานีตำรวจ ค่ายทหาร หรือหน่วยงานอะไร ดูแกจะศึกษาหาความรู้ไว้รอบตัว พอใครเข้ามาสามารถทักทายได้เลยว่า อาจารย์ ว่า จ่า ว่าคุณหมอ ฯลฯ มีอะไรให้ช่วยหรือจะมารับบริการเรื่องใด นี่คือ สิ่งที่หลายองค์กรกำลังทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม และเสียจริตไปรับเอาแนวคิดฝรั่งแบบผิดๆ มา ความจริงเรื่องดีๆ ของเขามีอยู่มากมายกลับไม่ใส่ใจทั้งเรื่องวินัย เรื่องความมีคุณธรรมและธรรมาภิบาล
มีเรื่องที่อยากกล่าวถึงอีกเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เริ่มเขียนบทความนี้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะต่อไปด้วยการเขียนหนังสือหรือตำราเกี่ยวกับสังคมไทยขึ้นเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้ อีกเรื่องที่สมควรยกมาเป็นอุทาหรณ์ คือ การอวดร่ำอวดรวย อันเป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงและความไม่เข้าใจคำว่าพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงแนะนำและมอบสิ่งดีๆ ให้กับพวกเรา การไปห้างสรรพสินค้าแล้วได้เห็นรถที่มักเรียกว่ารถหรูบางประเภทแต่ไม่แน่ใจในแง่การจ่ายภาษีหรือการได้มาว่าได้มาถูกต้องอย่างไร เพราะกรมศุลกากรกรมสรรพสามิตและหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องดูจะเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบทุจริตเรื่องเหล่านี้เป็นพักๆ ตามกระแสสังคม แต่เคยได้ยินครูบาอาจารย์ฝรั่งที่ไปพบไปเห็นมาเขาวิพากษ์วิจารณ์สังคมของพวกเราด้วยความ “เวทนา” ว่า ทำไมคนไทยถึงต้องเอาของใช้สิ่งของมาแบ่งชั้นวรรณะกัน ทำไมเขาไม่ใช้ “ปัญญา ความรู้ความสามารถ” ผมก็ต้องรักษาหน้าตาความเป็นคนไทยไว้ให้กับทุกคนว่า ที่อื่นๆ มันไม่เป็นเยี่ยงนี้ มันมีเฉพาะห้างนี้ เขาอยากสร้างจุดขาย ทำให้บรรดา รถหรู รถซุเปอร์คาร์ เขาเลยมีที่ไว้ให้โดยเฉพาะ
ดังนั้นวันนี้ เราจงภูมิใจและให้เขาเรียกเราว่า “ไทย” ได้อย่างเต็มปาก แต่บนเงื่อนไขให้เราฟูมฟักสอนลูกหลานคนรุ่นต่อไปให้ภูมิใจในความเป็นไทย และเข้าใจคำว่า “ไทยแท้” คืออะไร เพราะที่เราเห็นกันทุกวันนี้มันของปลอม ของเทียม ช่วยกันสอนคนทั้งโลกให้รู้ว่า คนไทยเป็นคนมีความรับผิดชอบ ไม่มักง่าย ไม่โง่ ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ไม่เห็นแก่ตัว ปีใหม่นี้จะได้เป็นปีทองของพวกเราทุกคนอย่างแท้จริง สาธุ






