เมื่ออภิมหาเศรษฐีอย่างโดนัลด์ ทรัมป์เข้านั่งทำเนียบขาว มีอำนาจบารมีล้นเหลือ
ต้องบริหารเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วไป ไม่ใช้ตำแหน่งของตนในการสร้างความร่ำรวยให้กับตนหรือครอบครัว, เขาจะทำอย่างไรให้เกิดความโปร่งใส และสะท้อนถึงความมีจริยธรรมและธรรมาภิบาลของตน?
เริ่มมีคนเสนอว่าเขาจะต้องขายทรัพย์สินของเขาทั้งหมด หรือไม่ก็ตั้ง Blind Trust เพื่อโอนธุรกิจตนเองออกไปให้กับองค์กรที่บริหารโดยมืออาชีพ ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลหรือคำสั่งของเขาหรือแม้แต่ญาติพี่น้อง
ถึงวันนี้ยังไม่มีทีท่าว่าทรัมป์จะยอมทำอย่างนั้น
ซ้ำร้ายยังประกาศว่าธุรกิจส่วนตัวของเขาจะให้ลูก ๆ และลูกเขยเป็นคนดูแล ไม่ได้แสดงถึงความพร้อมที่จะเคารพในความถูกต้องชอบธรรม ของการเป็นผู้นำประเทศที่จะถูกจับจ้องทุกความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะหากเป็นประเด็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือ conflict of interest ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในประเทศที่ปกครองด้วยหลักแห่งนิติธรรม
หากดูจากพฤติกรรมที่ผ่านมา เรื่องคาบเส้นความถูกผิดอย่างนี้ ทรัมป์ไม่ค่อยจะใส่ใจนัก
ตลอดเวลาการหาเสียง เขาก็ยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดการเสียภาษีของเขา อ้างว่ายังให้ผู้ตรวจบัญชีเช็ครายละเอียดอยู่ แม้จะชนะเลือกตั้งแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะยอมแสดงความชัดเจนโปร่งใสในเรื่องนี้
ดังนั้น พอเขาประกาศว่าจะไม่รับเงินเดือนในตำแหน่งประธานาธิบดี (ประมาณปีละ 400,000 เหรียญหรือเท่ากับประมาณ 14 ล้านบาท) จึงมีคนไม่เชื่อว่าเขาเสียสละจริง
การ์ตูนการเมืองชิ้นหนึ่งบอกว่า “ผมไม่รับเงินเดือนเพราะผมไม่อยากเสียภาษี”!
กลไกกฎหมายและธุรกิจที่เรียกว่า Blind Trust มีความสำคัญในการป้องกันไม่ให้นักการเมืองใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่ ในการแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจ เพราะคนที่นั่งอยู่ในฐานะผู้นำประเทศ ย่อมจะสามารถสั่งการทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้เกิดประโยชน์กับตนและครอบครัว อีกทั้งยังมีข้อมูลภายในเกี่ยวกับนโยบาย และการตัดสินใจของรัฐบาล และหน่วยงานรัฐทั้งหลายที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับตนและพรรคพวก
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนตั้งแต่รับตำแหน่ง ก็ให้ผู้ได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งที่มีตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ ต้องขายหุ้นในบริษัทและลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง
หรือไม่ก็โอนหุ้นของตนให้กับองค์กรธุรกิจพิเศษเป็นผู้บริหารและ เรียกว่า Blind Trust
องค์กรนี้มีอำนาจซื้อขายหุ้นโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งนักการเมืองเจ้าของหุ้น และไปลงทุนซื้อหุ้นอะไรแทน เพื่อนักการเมืองเจ้าของหุ้นเดิมจะได้ไม่มีแรงจูงใจ ที่จะหาทางเอาประโยชน์ให้กับบริษัทที่เขาถือหุ้นอยู่
หลายประเทศมีกฎหมายกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง และครอบครัวต้องโอนหุ้นให้ทรัสต์ไว้ชัดเจน อีกทั้งยังห้ามผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เข้าไปเกี่ยวข้องที่จะเอื้อประโยชน์ให้บริษัทที่ตนถือหุ้นอยู่ด้วย
ประเทศไทยมีกฎหมายฉบับนี้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้เอาจริงเอาจังมากนักและไม่ได้ห้ามเรื่องครอบครัว อีกทั้งไม่มีระบบตรวจสอบและพิจารณาลงโทษ ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเอื้อประโยชน์ ให้บริษัทของตนหรือครอบครัวอย่างจริงจังเข้มข้นแต่อย่างไร
ในบางกรณี คนในรัฐบาลนั่นเองแหละที่เป็นผู้เล่นหุ้นแบบ Insiders ตัวจริงเพราะขาดความเอาจริงเอาจังกับการบริหารประเด็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ “รู้ ๆ กันแต่ไม่มีใครทำอะไรได้”
วันที่นายกฯญี่ปุ่นชินโซะ อาเบะไปพบ โดนัลด์ ทรัมป์ที่ Trump Tower กลางนิวยอร์ค ภาพที่ออกมามีลูกสาวทรัมป์ที่ชื่อ Ivanka นั่งร่วมวงสนทนาด้วย
ลูกสาวคนนี้มีธุรกิจส่วนตัวในหลาย ๆ วงการอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในคนที่ทรัมป์บอกว่าจะเป็นคนดูแลธุรกิจของเขาระหว่างที่เขานั่งทำเนียบขาว
ภาพนั้นทำให้เกิดคำถามว่า ทรัมป์จะบริหารทำเนียบขาว พร้อมกับคนในครอบครัว ที่แยกไม่ออกว่าอะไรคือประโยชน์สาธารณะ และอะไรคือผลประโยชน์ธุรกิจของครอบครัวได้จริงหรือ?






