วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาความไว้วางใจ

หลังจากร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

 (ฉบับที่....) พ.ศ.... ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา คนในเแวดวงสื่อสารและสิทธิมนุษยชน ยังคงมีความกังวลในประเด็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ ในการวินิจฉัยความผิด โดยเฉพาะการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ กล่าวคือเป็นความกังวลในเรื่องของการตีความของเจ้าหน้าที่ต่อข้อความใดๆ บนโลกอินเตอร์เน็ต โดยเกรงว่าแทนที่กฎหมายที่ควบคุมให้เกิดความเรียบร้อย และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี แต่กลับเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ในมุมมองของรัฐ กฎหมายในลักษณะดังกล่าวถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบทบาทของอินเตอร์เน็ตต่อชีวิตประจำวันของประชาชน นับวันจะมีมากขึ้น ทั้งๆที่อินเตอร์เพิ่งถือกำเนิดเมื่อไม่นานมานี้ แต่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างของผลกระทบต่ิการดูแลความสงบเรียบร้อยของภาครัฐมีมากมาย ตั้งแต่เรื่องการหลอกลวง ฉ้อโกง จนถึงการสร้างความปั่นป่วนจากข่าวลือ และที่สำคัญมีการนำไปใช้เครื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้นในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น กฎหมายดังกล่าวถือว่าเป็นความมั่นคงต่อรัฐ และเป็นความจำเป็นเร่งด่วนตามการพัฒนาเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ความกังวลของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อกฎหมายฉบับนี้ในหลายประเด็นเริ่มลดลง เนื่องจากมีการปรับแก้และชี้แจงความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของกฎหมาย ซึ่งบางคนที่เคยกังวลก่อนหน้านั้นกลับเห็นด้วยเมื่อได้รับฟังการชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ยังเป็นความกังวลร่วมกันคือการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายฉบับนี้ เพราะเกรงว่าอาจจะใช้เกินความจำเป็น และอาจมีการใช้จนผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งเท่ากับว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐในการจำกัดเสรีภาพ และการแสดงความเห็นในสังคมประชาธิปไตย

อันที่จริง ความกังวลของประชาชนต่อกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องปราศจากเหตุผล แต่มีที่มาที่ไป เนื่องจากในอดีต ประเทศไทยก็เคยมีกฎหมายลักษณะนี้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ หรือกฎหมายและคำสั่งอื่นๆจากภาครัฐ ซึ่งในบางกรณีพบว่ามีการตีความหรือใช้ดุลยพินิจเกินความจริง โดยเฉพาะในบางกรณีในอดีตมีการใช้อำนาจตามกฎหมายบางฉบับ เล่นงานฝ่ายตรงข้ามหรือคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แทนที่กฎหมายจะเป็นเครื่องดูแลความสงบเรียบร้อย กลับเป็นปัจจัยสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ต้องยอมรับกันว่าความไม่ไว้วางใจอำนาจรัฐนั้นยังมีอยู่ทั่วไปในสังคมไทย ซึ่งประเด็นสำคัญที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่คือการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นกับบระชาชน โดยแยกออกเป็นการสร้างความไว้วางใจในรัฐบาลปัจจุบัน กับการสร้างกลไกใดๆก็ตาม เพื่อให้เกิดความไว้วางใจในอนาคตว่าจะไม่มีการใช้กฎหมายอย่างผิดพลาด หรือไม่อาจชี้แจงได้อย่างชัดเจนเหมือนกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเราเชื่อว่าปัญหาความไว้วางใจเป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องอื่นทั้งหมด

แน่นอนว่าความไว้วางใจไม่ใช่เรื่องง่ายนักทำให้เกิดขึ้นต่อประชาชนทุกคน โดยเฉพาะในสังคมที่เพิ่งผ่านความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมที่ผ่านมา ย่อมเกิดความไม่ไว้วางใจค่อนข้างสูง ซึ่งในภาวะความขัดแย้งไม่ว่าฝ่ายใดที่หวังดีหรือทำด้วยความบริสุทธิใจเพียงใด ก็ย่อมเกิดความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งเราเชื่อว่าในสังคมประชาธิปไตยมีวิธีการสร้างความเข้าใจเพื่อนำไปสู่ความไว้วางใจที่ดีที่สุด คือการชี้แจงด้วยเหตุด้วยผล และต้องใช้ความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นต่าง เราหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้เหตุผลต่อกรณีนี้และกรณีอื่น เพราะในที่สุดแล้วทุกคนก็หวังและปราถนาดีต่อสังคมไทยเช่นเดียวกัน