วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เทรนด์อะไรจะมาในปี 60

อีกอาทิตย์เดียวเราจะก้าวสู่ปีใหม่กัน หลายเหตุการณ์ที่เกิดในปี 2559 ที่กำลังจะผ่านไป ล้วนน่าประหลาดใจ

 อย่างน้อยก็สำหรับแวดวงการลงทุน ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนอย่างหนักตลอดปี โดยเฉพาะผลโหวตออกจากยุโรปของอังกฤษ (Brexit) และชัยชนะของทรัมป์ สองปรากฏการณ์ที่จะเปลี่ยนแนวโน้มของโลกไปอีกขั้วได้เลยทีเดียว

จับตา 3 เทรนด์หลัก ปี 2560

เทรนด์ปกป้องผลประโยชน์...ตัวเอง:

 Brexit และชัยชนะของทรัมป์ ตอกย้ำแนวคิดปกป้องประโยชน์ตัวเองหรือ Protectionism ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทมากขึ้น จากสถานการณ์ที่เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของโลกยังไม่หลุดพ้นจากปัญหา การเติบโตยังชะลอ การค้าขายยังซบเซา รายได้ยังถดถอย ประชาชนโดนกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น เมื่อนักการเมืองยกประเด็นการปกป้องประโยชน์ตัวเองมาหาเสียง จึงได้รับคะแนนนิยมอย่างท่วมท้น ต่อจากนี้ การค้าโลกจะไม่เสรี...เท่าเมื่อก่อน ซึ่งน่าจะสร้างความเสียหายในระยะยาว แต่มองกันสั้นๆอุตสาหกรรมในประเทศที่ได้รับการปกป้องจะรับประโยชน์เต็มๆ ในปีหน้า

นอกจากนี้ จะมีการเลือกตั้งในประเทศหลักๆ ของยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์ (15 มีนาคม) ฝรั่งเศส (7 พฤษภาคม) และเยอรมนี (ไตรมาส 3-4) มาลองดูกันว่าเทรนด์นี้จะไปต่อไหม หากแต่ละประเทศปกป้องตนเองมากขึ้น อาจโหวตตามอังกฤษ ความเป็นหนึ่งเดียวของสหภาพยุโรปจะสั่นคลอน

เทรนด์กระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน...นโยบายการคลัง:

  ความไร้ประสิทธิภาพของนโยบายการเงินจะทดแทนด้วยนโยบายการคลัง นำมาแล้วโดยสหรัฐฯ คุณทรัมป์พูดถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะส่งให้ธุรกิจในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเป็นดาวรุ่ง แต่งบใช้จ่ายที่มากขึ้นจะทำให้รัฐบาลต้องหาเงินผ่านการขายพันธบัตรมากขึ้น เพราะฝั่งรายได้จากภาษีอาจไม่มากขึ้นหรือลดลงด้วยซ้ำจากนโยบายลดอัตราภาษี ผลทางอ้อมคือต้นทุนกู้ยืมหรือดอกเบี้ยจะแพงขึ้น ความเสี่ยงที่อาจจะติดมาด้วยคือเอกชนชะลอลงทุน (Crowding out effect)

 ดังนั้น จะลงทุน ก็ต้องสรรหาอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จริงๆ เพราะการใช้จ่ายจากงบรัฐแม้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยตรงและรวดเร็วกว่านโยบายการเงิน ที่ต้องส่งผ่านสถาบันการเงิน แต่ผู้ได้ประโยชน์ขั้นต้นอยู่ในวงจำกัด

เทรนด์การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ: 14-15 ธันวาคมที่ผ่านมา เฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง พร้อมท่าทีที่ไม่อาจมองข้ามจากข้อความสะท้อนความสามารถในการขึ้นดอกเบี้ยได้อีก...หลายครั้งในอนาคต ตลาดมองเป็นสัญญาณบวกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวเด่น ทำให้บรรยากาศลงทุนกลับมาคึกคัก ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวรวดเร็ว (+6% ภายใน 1 เดือนครึ่งหลังชัยชนะของทรัมป์) และทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ นักกลยุทธ์หลายสำนัก มองประเด็นนี้ เป็น Game Changer หรือจุดเปลี่ยนสำคัญ ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเทรนด์นี้คงไม่พ้นธนาคารที่กำไรน่าจะเพิ่มขึ้น จากส่วนต่างดอกเบี้ยกู้ยืมกับเงินฝากที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง เพราะดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่า ทำให้เงินเยนอ่อน การส่งออกดูดี ส่งอานิสงส์ต่อไปที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่น่าจะขึ้นต่อไปได้

   ปี 2560 นอกจากจะเป็นปีที่รองรับผลของเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เปลี่ยนขั้วมาจากปีนี้ แล้ว อาจจะเป็นอีกปีแห่งเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อได้อีก การคาดการณ์แบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ดีเหมือนที่เคยเป็น ดังนั้น สิ่งที่แน่นอน คือ ตลาดการเงินทั่วโลกจะปกคลุมไปด้วยความไม่แน่นอน และความผันผวน ต่อไป นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลของสถานการณ์เหล่านั้น รวมถึงปรับพอร์ตการลงทุนอย่างทันท่วงที

   ขอให้ทุกท่านมีความสุขและประสบความสำเร็จในทุกๆ ความตั้งใจและพยายาม แล้วพบกันปี 2560 ค่ะ