วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความรุนแรงต่อโรฮิงญาที่ยะไข่ กับ

ความเชื่อมโยงกลุ่มก่อเหตุร้ายข้ามรัฐ

ผมให้ดูแผนที่นี้เพื่อให้เห็นว่ารัฐยะไข่ของพม่า ไม่ได้อยู่ไกลจากประเทศไทยเท่าไหร่เลย ดังนั้นเมื่อมีข่าวกรองล่าสุดว่า ความรุนแรงที่ชาวโรฮิงญาถูกกระทำ โดยทหารและคนพม่าบางส่วน กำลังจะกลายเป็นประเด็น “ก่อการร้ายข้ามชาติ” ที่โยงใยถึงตะวันออกกลาง ก็ควรจะต้องได้รับความสนใจอย่างจริงจัง

การประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ย่างกุ้ง อองซานซูจีเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนไป “บรรยายสรุป” ประเด็นเรื่อง “เหตุเกิดที่ยะไข่” (บางทีก็เรียก “อราข่าน”) จบลงด้วยคำเรียกร้องจากรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย Anifah Aman ให้อาเซียนเป็นผู้ประสานความช่วยเหลือ ให้กับชาวโรฮิงญาที่ถูกทำร้ายและละเมิดสิทธิ อีกทั้งยังให้มีการสอบสวนสาเหตุและลงโทษผู้กระทำผิดด้วย

แม้โดยทางการแล้ว รัฐบาลพม่ายังยืนยันว่าข้อกล่าวหารุนแรงทั้งหลาย ในเรื่องนี้ยังมีความคลาดเคลื่อน แต่การที่อองซานซูจี ยอมรับว่ามีปัญหา ถึงกับต้องเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน มาปิดประตูเล่าให้ฟังว่าอะไรเป็นอะไร ก็ถือเป็นการยอมรับว่าเธอไม่อาจจะนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้อีกต่อไป

ที่น่าเป็นห่วงมากคือข่าวจาก International Crisis Group (ICG) หรือ “กลุ่มวิกฤตสากล” ที่มีสำนักงานหลักที่กรุงบรัสเซลส์ ออกรายงานมาในช่วงเดียวกันนี้ว่า ความรุนแรงที่ยะไข่มีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มหัวรุนแรง ในซาอุดีอาระเบียและปากีสถานแล้ว

รายงานนี้อ้างว่ากลุ่มหัวรุนแรงมุสลิมที่เรียกตัวเองว่า Harakah al-Yakin (แปลว่า “ขบวนการแห่งศรัทธา”) ได้ประกาศแสดงความรับผิดชอบ ผ่านวีดีโอต่อการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมปีนี้ที่ตำรวจตาย 9 นาย และนำไปสู่การที่ทหารและตำรวจส่งกำลังปราบปราม ชาวโรฮิงญาในยะไข่อย่างหนักหน่วง จนต้องหนีตายข้ามไปบังคลาเทศกว่า 27,000 คน

ICG อ้างว่าได้สัมภาษณ์สมาชิกของกลุ่มหัวรุนแรงนี้ 4 คนในยะไข่และอีก 2 คนนอกพม่า

กลุ่ม Harakah al-Yakin ก่อตั้งขึ้นหลังเกิดความรุนแรงที่ยะไข่เมื่อปี 2012 มีคนตายกว่า 100 คนและคนไร้บ้านกว่า 140,000 คน

รายงานนี้บอกว่าชาวโรฮิงญาที่ได้ไปร่วมสู้รบ ในความขัดแย้งร่วมกับนักรบชาวปากีสถานและอัฟกัน ได้มีส่วนช่วยฝึกชาวบ้านโรฮิงญาทางเหนือของยะไข่ ในการโจมตีเจ้าหน้าที่อย่างน้อยสองปีก่อนเกิดเหตุร้าย

หัวหน้าของกลุ่มนี้มีชื่อว่า Ata Ullah ซึ่งเกิดที่เมืองการาจีของปากีสถาน โดยพ่อเป็นชาวโรฮิงญาที่อพยพไปตั้งรกรากที่นั่น

รายงานนี้อ้างว่านาย Ata Ullah เป็นหนึ่งในนักรบติดอาวุธชาวโรฮิงญา จากซาอุดีอาระเบียที่เข้าไปปฏิบัติการที่รัฐยะไข่

รายงานฉบับเดียวกันนี้บอกด้วยว่า “คณะกรรมการ” อีกชุดหนึ่งซึ่งมีสมาชิก 20 คนปักหลักที่เม็กกะ มีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติการของนักรบภาคสนามในยะไข่อีกชั้นหนึ่ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้บอกว่าจากการติดตามกิจกรรมและถ้อยแถลงของกลุ่มนี้ เป้าหมายหลักคือการกดดันให้รัฐบาลพม่า ยุติการละเมิดสิทธิของชาวโรฮิงญา และให้สัญชาติพม่าแก่ “คนไร้รัฐ” เหล่านี้เพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวร

ผมไม่แน่ใจว่าการประชุมที่ย่างกุ้งเมื่อวันจันทร์ มีการนำเสนอประเด็นเรื่องความเชื่อมโยงกลุ่มหัวรุนแรง ในปากีสถานและซาอุฯหรือไม่ แต่ข่าวกรองเรื่องนี้มีความสำคัญต่ออาเซียน ที่จะต้องร่วมกับพม่าในการหาทางแก้ไขปัญหาโรฮิงญาอย่างเป็นรูปธรรม

แม้ว่าอาเซียนจะพยายามดำเนินนโยบาย “ไม่ก้าวก่ายเรื่องภายใน” ของประเทศสมาชิก แต่เมื่อปัญหานี้กำลังบานปลาย กลายเป็นภัยคุกคามทั้งสำหรับชาวโรฮิงญาเอง และต่อความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ จึงหนีไม่พ้นว่าอาเซียนจะต้องเอาจริงเอาจัง กับประเด็นนี้อย่างเป็นระบบจากนี้ไป