วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

PISA 2015 ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้ เพราะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ผลการจัดอันดับ PISA (Program for International Student Assessment) ประจำปี 2015 สำหรับเด็กนักเรียนอายุ 15 ปี

ที่ดำเนินการโดย OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) ทุกๆสามปี ได้ประกาศเมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ พร้อมความเห็นที่หลากหลาย ส่วนใหญ่มองว่าเด็กไทยยังห่างไกลทางพัฒนาการทางการศึกษา และถูกบางประเทศเกิดใหม่เช่นเวียตนาม แซงหน้าไปแล้ว

          การจัดอันดับของ PISA เป็นการวัดความสามารถของเด็กและเยาวชนว่ามีความรู้ความสามารถที่จะประยุกต์ความรู้และทักษะทางด้านวิทย์ คณิต และการอ่าน ให้กับชีวิตจริงในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด ตรงนี้อยากให้เข้าใจตรงกันว่าคะแนน PISA ไม่ได้มาจากความรู้ในศาสตร์โดยตรง แต่มาจากความสามารถในการประยุกต์ความรู้ (Knowledge Application) ของเด็กและเยาวชนทางด้านวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) คณิตศาสตร์ (Math Literacy) และการอ่าน (Reading Literacy) ในการแก้ปัญหา ซึ่งในปี 2015 นี้เน้นด้านวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังรวมคณิตศาสตร์และการอ่านไว้ด้วยเช่นเดิม

          คำวิจารณ์ส่วนใหญ่พุ่งไปที่การเปรียบเทียบกับประเทศที่อันดับสูงๆในแถบเอเซีย ตั้งแต่อันดับหนึ่่งคือสิงคโปร์ และรองๆลงไปเช่นไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น ว่าเหนือกว่าไทยอย่างไร และสรุปว่าคะแนนสูงๆเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับศักยภาพของประเทศ ราวกับว่า ยิ่งเด็กได้คะแนน PISA สูง ประเทศยิ่งเจริญ

          การสรุปเช่นว่านี้อาจจะถูก หรือผิด ก็เป็นไปได้ แต่อาจเป็นอันตราย ถ้าด่วนสรุปว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างคะแนน PISA สูงๆ กับศักยภาพของประเทศ เพราะยังไม่ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่ามีความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผลกัน คะแนน PISA เป็นเพียงข้อมูลเชิงพรรณนา (Descriptive Information) ที่ไม่ได้มีการแยกตัวแปรแทรกซ้อนที่มีผลต่อความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุ (Cause) และ ผล (Effect) โดยวิธีการทางสถิติอย่างแท้จริงคะแนน PISA ไม่สามารถอธิบายพร้อมหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ความสำเร็จของเด็กนักเรียนประเทศหนึ่ง ต่างกับนักเรียนอีกประเทศหนึ่งอย่างไรคะแนนที่ได้ ไม่ได้วัดว่าประเทศเหล่านั้นได้มีการอุดหนุนเด็กยากจนและครอบครัวเด็ก ไม่ว่าในด้านที่อยู่อาศัย สุขภาพอนามัย รายได้ และการช่วยเหลืออื่นใดให้กับเด็กและครอบครัวเด็กมากน้อยต่างกันอย่างไรข้อมูลที่เก็บรวบรวมเป็นข้อมูลจากโรงเรียนปัจจุบัน ไม่ได้เก็บข้อมูลโรงเรียนก่อนหน้านี้ ซึ่งเด็กอายุ 15 ปี มักเป็นเด็กที่เพิ่งเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายที่ไม่ได้ต่อเนื่องกับโรงเรียนมัธยมต้น ข้อมูลเหล่านี้จึงขาดความสมบูรณ์ที่จะนำมาวิเคราะห์

           นอกจากนี้ เด็กๆที่สอบได้คะแนนสูงมักมาจากครอบครัวที่มีผู้ปกครองที่ดูแลเอาใจใส่ให้มีการเรียนเสริมอย่างเข้มข้นหลังเลิกเรียนอย่างมากไม่ว่าที่สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง การเรียนเสริมมากกว่าเด็กทั่วไปในประเทศอื่น ทำให้มีความรู้ความสามารถมากกว่าและสอบได้คะแนนสูงกว่าและสุดท้าย คะแนน PISA ไม่ได้วัดเรื่องทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Soft Skills) เลย ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญและมีผลต่อการประกอบอาชีพทำงานและรายได้เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน

           ยังมีข้อน่าสังเกตอีกว่า OECD มีความลักลั่นในการเลือกพื้นที่เพื่อการทดสอบอีกด้วย บางประเทศเช่นจีน เมื่อดูรายละเอียดจะพบว่าเด็กที่เข้าสู่สนามสอบเพื่อการประเมินเป็นเด็กในบางพื้นที่ที่เป็นเขตพัฒนาแล้ว หรือเขตปกครองพิเศษที่มีความเจริญสูงอยู่แล้ว เช่นฮ่องกง มาเก๊าซึ่งถ้ากระจายการวัดผลครอบคลุมทั้งประเทศ ผลน่าจะแตกต่างอย่างมาก

           คะแนน PISA ในปัจจุบัน ถูกนักการเมือง นำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อการปฏิรูปอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการอ้างโดยอาศัยคะแนนจากการวัดบางมิติ มากกว่าจะเป็นคะแนนที่มาจากการวัดในหลายมิติรอบด้าน การนำเอาข้อมูลเพียงบางมิติมาเปรียบเทียบจึงเป็นการใช้ประโยชน์เฉพาะด้าน แต่เอามาขยายเป็นภาพรวมทั้งหมดของประเทศ

           ผลการจัดอันดับ PISA เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับ เพราะถือเป็นมาตรวัด (Benchmark) ได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ควรยอมแพ้เราต้องยอมรับความจริง ขณะเดียวกันต้องช่วยกันผลักดัน การยกระดับการศึกษาชาติเป็นเรื่องการลงทุนระยะยาว กว่าจะเห็นผล เรามีปัญหาปัจจัยแวดล้อมไม่น้อย เช่นการเมืองที่ไม่นิ่ง สถานภาพรัฐบาลแต่ละชุดที่คลอนแคลน อ่อนแอ สังคมที่ยังไม่มีวินัยพอหรือไม่เข้มแข็งพอ ความมุ่งมั่นจริงจัง แน่วแน่ ทุ่มเท ของคนในชาติยังไม่สูงพอ สิ่งเหล่านี้ ย่อมมีผลกระทบกับการศึกษาชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่รู้ว่าจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ได้เมื่อไร แต่ก็ควรมีความหวัง โดยเฉพาะจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ผ่านการลงประชามติเห็นชอบจากประชาชนที่ได้กำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถ้าเรามีความต่อเนื่องไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่รัฐบาล ก็อาจส่งผลให้การปฏิรูปเกิดมรรคผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

           การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องที่ดี แต่การวิพากษ์โดยปราศจากการศึกษาในรายละเอียดอาจทำให้เกิดการชี้นำที่ไม่ถูกต้อง และนำไปสู่ความหลงผิด เมื่อจะวิพากษ์เรื่องแบบนี้ น่าจะคิดก่อนว่า... หนึ่ง... ฐานความคิดคืออะไร... สอง.. ข้อมูลเหล่านี้แปลว่าอะไร... สาม.... มีความเป็นเหตุเป็นผลกันแค่ไหน... และสี่... ความน่าเชื่อถือเชิงเปรียบเทียบ

           ไม่ได้ปฏิเสธผลคะแนน PISA ที่ใครๆก็รุมประณามประเทศไทยที่ตกอันดับมาเป็นอันดับที่ 55 จากอันดับที่ 52 เมื่อครั้งก่อนหน้านี้ และถูกเวียตนามที่เพิ่งเข้ารับการจัดอันดับในครั้งก่อนหน้านี้เป็นครั้งแรก แต่ก็สามารถล้ำหน้าเราได้ ซึ่งครั้งนี้ได้รับการวางอันดับสูงเป็นลำดับที่ 8 ของ 72 พื้นที่ที่มีการทดสอบ ผู้วิพากษ์จำนวนมากสรุปง่ายๆว่าเป็นเพราะบ้านเรา ครูไม่เก่ง สร้างเด็กไม่เป็นเลิศ ระบบการศึกษาล้าหลัง และอีกมากมายหลายเหตุผล แต่ถ้ามามองให้ลึกๆ จะพบว่ามีอีกหลายปัจจัยที่คะแนนสอบ PISA ไม่สามารถให้คำตอบได้

             เมื่อดูการจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือ และข้อมูลที่นำมาเปิดเผย จะพบว่า OECD ไม่ได้จัดทดสอบทุกประเทศ แต่เป็นจำนวน ประมาณ 70 กว่าพื้นที่ (บางพื้นที่ไม่มีสถานะเป็นประเทศ แต่เป็นเพียงเขตปกครองพิเศษ) ที่เข้าร่วม จากเกือบสองร้อยประเทศในโลกนี้ ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ก็มีจำนวนมากที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา การทดสอบก็เป็นบางจุดเช่นจีนก็เฉพาะโรงเรียนในพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan Area) ที่มีความเจริญเชิงเปรียบเทียบมากกว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ นอกเหนือจากการแยกส่วนเป็นมาเก๊า ฮ่องกง BSJG China ซึ่งเป็นบางเมืองที่มีการพัฒนาสูงของจีนแน่นอนว่าถ้าเลือกบางพื้นที่ที่มีระดับการพัฒนาสูงมาจัดอันดับ ก็ต้องได้คะแนนสูง แม้กระทั่งประเทศไทย ถ้าลองแยกแยะก็จะพบว่าคะแนนเด็กโรงเรียนฐานวิทยาศาสตร์ก็จะได้คะแนนสูงระดับ Top Ten เช่นกัน นอกเหนือจากนั้น จะพบว่าบางประเทศเช่นรัสเซีย อิสราเอล ถูกจัดอันดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD เสียอีก ถามว่ามีใครกล้าพูดหรือไม่ว่า เวียตนามเหนือกว่ารัสเซีย เหนือกว่าอิสราเอล

            ได้อ่านบทความของศาสตราจารย์ Henry M. Levin จาก Columbia U. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาคนหนึ่งของโลก ได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจว่า อาจเป็นอันตรายมาก ถ้าประเทศยึดเอาคะแนน PISA มาเป็นมาตรวัดการพัฒนาประเทศ เพราะมีอีกมากมายหลายปัจจัยที่ PISA ไม่ได้วัด และปัจจัยเหล่านั้นเป็นปัจจัยทางสังคมและมนุษยศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์สัมพันธ์ ไม่ได้โต้แย้งว่า คะแนน PISA ไม่เป็นประโยชน์อันใด เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เป็นมาตรวัดความแตกต่างเชิงเปรียบเทียบได้ในระดับหนึ่ง แต่ PISA ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่จะเอามาวัด บริบททางสังคมมีความหลากหลายและมีเรื่องใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา บางครั้งก็ก้าวล้ำ บางครั้งก็ถดถอย ตามยุคตามสมัย ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมโลก ใครปรับตัวได้ทันก็ก้าวหน้า ใครปรับไม่ทันก็ตกขบวนกลายเป็นผู้ล้าหลัง ผลการจัดอันดับของ PISA จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแน่นอน

              ขอฝากไปยังท่านที่ตำหนิติเตียนการศึกษาของประเทศไทยด้วย คงต้องมาช่วยกันดูว่าเราจะผลักดันการศึกษาของประเทศเรา เด็กและเยาวชนของเรา ให้ก้าวหน้าทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้ว จากพื้นฐานวิถีชีวิตแบบเรา ที่ไม่ได้ขอยืมมาจากประเทศที่ PISA จัดอันดับสูงๆไม่ว่าสิงคโปร์ ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ แม้กระทั่งเวียตนาม ที่มีบริบททางสังคมต่างกันได้อย่างไร อยากฝากให้คิดด้วยว่า คะแนน PISA ของสหรัฐต่ำกว่าหลายประเทศ แต่ทำไมประเทศที่มีคะแนนสูงกว่ายังนิยมส่งเด็กไปเรียนที่สหรัฐมากมาย เด็กจีน อินเดีย เกาหลี ไปเรียนที่สหรัฐจำนวนเกือบล้านคน เฉพาะจีนประเทศเดียวก็กว่าสามแสนคน มากที่สุดในสหรัฐ จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่าทำไมเด็กและเยาวชนจากประเทศที่คะแนน PISA สูงอันดับต้นๆยังพากันไปเรียนที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ทำไมพวกเขาไม่อยู่เรียนในประเทศของเขา ถ้าคะแนน PISA เขาสูงกว่าสหรัฐและหลายประเทศในยุโรปขนาดนั้น การศึกษาเขาก็น่าจะล้ำหน้าสหรัฐและประเทศในยุโรปไม่น้อย

              จึงคิดว่าการจัดอันดับ PISA ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแน่นอน