วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุคความไม่แน่นอน

แนวโน้มและทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้า มีประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ใน 2 ประเด็นใหญ่ คือ นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐต่อระเบียบการค้าของโลก สหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องระบบการค้าเสรีมานานนับสิบปี ว่าจะมีการปรับทิศทางใหม่ของสหรัฐหรือไม่ หลังจากนายทรัมป์ประกาศไม่เข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ ทีพีพี ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อกระแสโลกาภิวัตน์ เมื่อประเทศยักษ์ใหญ่ทุนนิยมโลกประกาศหันหลังให้กับการค้าเสรี

อีกประเด็นและเป็นสถานการณ์ที่คล้ายกันก่อนหน้านั้น คือ ประชาชนอังกฤษโหวตออกจากสหภาพยุโรป(อียู) ซึ่งกระบวนการต่างๆจะเริ่มในปีหน้า โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่าเป็นกระแสเดียวกันที่เกิดขึ้น นั่นคือ กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ เนื่องจากประชาชนในประเทศเหล่านี้เกิดความกังวล ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศพัฒนาแล้วของโลก อย่างอังกฤษและสหรัฐย่อมส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นของโลกไปด้วย โดยเฉพาะต่อระเบียบการค้าการลงทุนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตามมา

กระแสที่เกิดขึ้นและส่งผลต่อการเมืองทั้งสองประเทศ ถูกมองว่าเป็นกระแสของประชานิยมที่เกิดขึ้นนั่นเอง เพราะผลการเลือกตั้งที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนทั้งสองประเทศต้องการนโยบายเช่นนั้น ซึ่งนักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศก็จำเป็นต้องดำเนินตาม โดยหลักๆของนโยบายเหล่านี้คือมุ่งดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนของตัวเองในรูปแบบต่างๆ แม้ว่าในการปฏิบัติจริงแล้วนโยบายเหล่านี้จะประสบผลสำเร็จแค่ไหนนั้น ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าแท้ที่จริงแล้วประเทศใดประเทศหนึ่ง สามารถต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์หรือสามารถหักเหทิศทางได้หรือไม่

สำหรับประเทศไทย เช่นเดียวกับหลายประเทศกำลังพัฒนาที่เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรม ถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่ได้ประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ในภาพรวม กล่าวคือเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนานหลายปี และสิ่งที่เห็นได้ชัดคือกำลังซื้อในประเทศเพิ่มขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มาก แม้ว่ากระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นต่อประเทศกำลังพัฒนาคือ ความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สินและรายได้ของประชาชนในประเทศ ดังจะเห็นได้จากสถิติการถือครองทรัพย์ และรายได้เกิดช่องว่างมากขึ้นตามการพัฒนาเศรษฐกิจ ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อทิศทางการค้าการลงทุนเริ่มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับประเทศไทยว่าจะดำเนินนโยบายต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะด้านหนึ่งเราก็ต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงระดับโลกให้ทัน แต่อีกด้านหนึ่งเราก็จำเป็นต้องดูแลประชาชนในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เช่นกัน ดังนั้น ถือเป็นงานหนักสำหรับรัฐบาลในปีหน้า ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องการผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ต้องดูแลผลกระทบต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก

ในปีหน้าถือว่ายังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง หรือ โลกกำลังตกอยู่ภายใต้ภาวะความไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินถึงเรื่องยุคความเสี่ยงต่างๆ จนเราแทบได้ยินความเสี่ยงด้านโน้นด้านนี้แทบทุกวัน แต่ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเกิดจากภายในระบบเอง ซึ่งบางอย่างสามารถบริหารจัดการได้ แต่ความไม่แน่นอนที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้กำลังเป็นความไม่แน่นอนที่เกิดจากตัวระบบเอง ซึ่งหากเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวระบบย่อมส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรงกว่า ถามว่าขณะนี้เราเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนเช่นนี้มากน้อยแค่ไหน