วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาข้อมูลเรื่องใหญ่

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

(สศช.) รายงานภาวะสังคมฉบับล่าสุดดูเหมือนภาวะสังคมไทยจะปรับตัวดีขึ้น แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือการรายงานสถานการณ์ความยากจน และความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่ยังน่าเป็นห่วง แม้ว่าในรายงานจะระบุว่าความยากจนมีแนวโน้มดีขึ้น โดยในปี 2558 สัดส่วนคนจนลดลงเหลือ 7.2% จาก 10.5% ในปี 2557  ซึ่งสศช.ให้เหตุผลว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร และลดรายจ่ายและต้นทุนการผลิต

ตัวเลขความยากจนที่ลดลงอย่างมากดูแล้วน่าแปลกไม่น้อย เพราะใช้เวลาเพียงปีเดียวในช่วงของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ ซึ่งมีนโยบายดังกล่าวออกมาเพื่อช่วยเหลือประชากรภาคเกษตร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและยังอยู่ในฐานะยากจน ในขณะที่ยังมีข้อสงสัยของข้อมูลการวัดความยากจน เพราะไม่ปรากฏว่ามีการกล่าวถึงคนกลุ่มอื่นๆที่มีจำนวนไม่น้อย เช่นคนจนเมือง ซึ่งเคยเป็นปัญหามาในอดีต แต่กลับไม่ถูกพูดถึง

ข้อมูลที่สำคัญคือความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ลดลงแต่ยังอยู่ระดับค่อนข้างสูง ด้านการกระจายรายได้ พบว่า สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini coefficient) ด้านรายได้ลดลงเหลือ 0.445 ในปี 2558 จาก 0.465 ในปี 2556 เมื่อพิจารณาสัดส่วนรายได้ของประชากรจำแนกตามระดับรายได้ พบว่ากลุ่มประชากร 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีสัดส่วนถือครองรายได้สูงถึง 35% สูงกว่าประชากร 10% ที่มีรายได้ต่ำสุดประมาณ 22 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยยังเผชิญกับปัญหาการกระจายรายได้ค่อนข้างมาก

จากข้อมูลเรื่องกระจายรายได้ สะท้อนให้เห็นชัดจากความเหลื่อมล้ำด้านสินทรัพย์ พบว่า สินทรัพย์ทางการเงินกระจุกอยู่ในคนจำนวนน้อย โดยบัญชีเงินฝากประมาณ 0.1% ของบัญชีทั้งหมดมีวงเงินฝากสูงถึง 49.2% ของเงินฝากทั้งหมด ขณะที่การถือครองที่ดินของกลุ่มประชากร 10% ที่มีรายได้สูงสุดมีสัดส่วนถือครองที่ดินถึง 61.5% ซึ่งสูงกว่าประชากรที่เหลืออีก 90% ที่มีสัดส่วนถือครองที่ดินเพียง 38.5% และจากตัวเลขดังกล่าวก็ชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินยังเป็นปัญหาค่อนข้างรุนแรงเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายสร้างความ“เข้มแข็งไปพร้อมกัน” กล่าวคือ การพัฒนาเศรษฐกิจต้องกระจายอย่างทั่วถึงและเติบโตไปพร้อมกันสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม ดังนั้นจะเห็นว่ารัฐบาลได้ออกนโยบายตั้งแต่ระดับประเทศในเรื่องของนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ จนถึงเรื่องการสร้างความเข้มแข็งในระดับชุมชนด้วยนโยบายประชารัฐ แต่โดยธรรมชาติของรัฐบาลทั่วไปแล้วมักจะมุ่งเน้นไปที่ดูภาพรวมเป็นหลัก แต่ขาดรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงเป็นการเฉพาะ หากออกนโยบายก็จะให้มีผลต่อทุกคนหรือกลุ่มคนจำนวนมาก

ที่สำคัญหากพิจารณาให้ลึกลงไปจะเห็นว่าสังคมไทยมีความหลากหลาย และมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน อาทิ มาตรการบางอย่างคนบางกลุ่มได้ประโยชน์ ขณะที่คนอีกกลุ่มไม่ได้ประโยชน์โดยเฉพาะหากต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งยุ่งยากมากขึ้นไปอีก แต่การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนเรื่องข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบายก็ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย ดังนั้นประเด็นข้อมูลยังคงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย แม้มีความพยายามจัดเก็บข้อมูลกันมานาน แต่ก็ไม่เพียงพอหรือบางอย่างก็แทบไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะมีความคลาดเคลื่อนสูง 

ยกตัวอย่างกรณีของการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ก็เป็นตัวอย่างของปัญหาข้อมูลที่เกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีปัญหาเรื่องข้อมูลพอสมควร แม้จะพยายามแก้ไขให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เราเห็นว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือระบบข้อมูลที่ถูกต้อง หาไม่แล้วก็จะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย และผลของความผิดพลาดในอดีต มักจะจบลงง่ายๆด้วยการโยนไปเป็นเรื่องทางการเมือง และผลที่สุดการแก้ปัญหาที่มีเจตนาที่ดีก็ไม่อาจลุล่วงไปได้