สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ) หลายคนให้ความเห็นว่า หากรัฐธรรมนูญปี 2559 ประกาศบังคับใช้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศในหลายด้าน โดยประเทศจะเข้าสู่บรรยากาศของการปฏิรูปอย่างเต็มที่ เนื่องจากจะมีกลไกกำหนดแนวทางให้รัฐบาลต่อไป ทำงานตามแผนปฏิรูปประเทศหรือที่เรียกว่าแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ซึ่งขณะนี้กรธ.อยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของฝ่ายการเมืองโดยตรง
สปท.บางคนให้ความเห็นว่า อาจใช้เวลาราว 6 ปีในช่วงแรกเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ และในช่วงเวลาดังกล่าวอาจเกิดความผันผวนจากเหตุการณ์ต่างๆ นั่นหมายความว่า หากมีการดำเนินการปฏิรูปตามแผนยุทธศาสตร์ ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงและอาจส่งผลกระทบจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูปสังคม ย่อมต้องมีคนได้คนเสียจากกระบวนการที่เกิดขึ้น แต่บัดนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนนักว่า การปฏิรูปในครั้งนี้จะทำให้ประเทศพลิกโฉมไปมากน้อยแค่ไหน
ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปในครั้งนี้ คือจะมีการกำหนดนโยบายสำคัญๆ สำหรับการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ซึ่งหากติดตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลในขณะนี้ก็พอประเมินในเบื้องต้นได้ว่า รัฐบาลกำลังผลักดันให้ประเทศก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยโครงการต่างๆ ซึ่งไม่ว่าเราจะเรียกว่าเป็นนโยบาย 4.0 หรืออะไรก็ตาม แต่ทิศทางการพัฒนาประเทศจากนี้ไปจะนำโดยรัฐ และหากติดตามความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนในนโยบายประชารัฐก็อาจกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า เป็นทุนนิยมโดยรัฐ
สิ่งที่น่ากังวลนับจากนี้คือความผันผวนหรือสภาพความตึงเครียด ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวทางการปฏิรูปประเทศ เพราะเป็นนโยบายจากส่วนบนที่กำหนดลงไปให้ทุกคนเดินตาม ซึ่งย่อมไม่สอดคล้องกับคนในระดับพื้นที่ในหลายด้าน แม้นโยบายดังกล่าวเป็นความปรารถนาดี ให้ประชาชนอยู่ดีกินดีในอนาคต ซึ่งความตึงเครียดมักจะเกิดขึ้นเสมอ จากนโยบายลักษณะเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายๆ ประเทศที่ใช้นโยบายวางแผนจากส่วนกลาง จนละเลยความแตกต่างในเรื่องโอกาสของคนและของพื้นที่ ซึ่งจะเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ดังนั้น ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปคือกลไกในการดูแล ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนาต่างๆ ว่า จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร เราหวังว่ารัฐบาลจะมีการออกแบบกลไกที่ดีพอในการรับฟังผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะจากการโต้แย้งที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จะถูกทำให้ง่ายจนเป็นเรื่องของการแบ่งสีแบ่งข้างทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งการกล่าวหาด้วยเรื่องท่าทีทางการเมืองก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหามากขึ้นและแทนที่ประชาชนจะมีส่วนร่วม ก็อาจต่อต้านรัฐบาลมากขึ้น
หากรัฐบาลต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิรูปประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องมีกลไกการแก้ข้อพิพาทที่ดีเพียงพอ และจะต้องเปิดเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนและถกเถียงกันอย่างรอบด้าน ซึ่งหากรัฐบาลยิ่งปิดความเห็นหรือไม่รับฟังด้านอื่น นโยบายการปฏิรูปของรัฐบาลก็ไม่ต่างจากการเล่นโวหารทางการเมือง โดยข้อถกเถียงแทนที่จะเป็นเรื่องเนื้อหาสาระของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง กลับกลายเป็นการโต้แย้งที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งหากการโต้แย้งในลักษณะนี้ก็ยากจะหาความร่วมมืออย่างแท้จริงได้
เราเห็นว่ายุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศของรัฐบาลนั้น คงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้ตามแผน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ แต่ที่น่าห่วงคือผลกระทบต่อประชาชนจากนโยบายเหล่านี้ ซึ่งเราเชื่อว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมมีอยู่ไม่น้อยหากเดินหน้าตามแผนอย่างเต็มที่ แม้รัฐบาลเตรียมแผนไว้พอสมควร แต่ที่ผ่านมาเราเห็นว่าถึงที่สุดแล้วผู้ได้รับผลกระทบก็ไม่ได้รับการดูอย่างแท้จริง ซึ่งการจัดการผลกระทบนี้เองจะเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่าการปฏิรูปสำเร็จหรือล้มเหลว









