วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลกระทบตลาดตราสารหนี้จากทรัมป์

ผลกระทบตลาดตราสารหนี้จากทรัมป์

หลังจากเหตุการณ์ช็อคโลกที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งกลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ และเนื่องจากเป็นผลที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้คาดคิดไว้ ทำให้ตลาดการเงินมีการปรับตัวค่อนข้างรุนแรงตอบรับข่าวดังกล่าว ดัชนี S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3% (จนถึงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา) ดัชนี MSCI EM ปรับตัวลดลง 4.4% ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนมากขึ้น และอีกตลาดที่มีการปรับตัวค่อนข้างมากคือ ตลาดตราสารหนี้

อัตราผลตอบแทน (Yield) พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 0.5% จาก 1.855% มาสู่ระดับ 2.339% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ดึงให้ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวๆ ของประเทศต่างๆ รวมถึงไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในระดับใกล้ๆ กันด้วย ซึ่ง Yield ที่เพิ่มขึ้นนี้ย่อมหมายถึงผลตอบแทน(Return) จากการลงทุนในพันธบัตรที่ลดลง พร้อมทั้งส่งผลกระทบไปยังตลาดการเงินอื่นๆ ด้วย เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจาก EM รวมถึงตลาดไทยด้วย ตลาดหุ้น EM ปรับตัวลดลง พร้อมทั้งค่าเงิน EM ปรับตัวอ่อนค่าลง (แต่ผู้ลงทุนใน Money Market หรือตราสารหนี้ระยะสั้นคงไม่ต้องตกใจนัก เพราะ Yield ของพันธบัตรอายุสั้นๆ ซึ่งเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายมากกว่า ไม่รับผลกระทบจาก Trump Effect มากนัก)

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบกับ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีซึ่งปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้นหลังทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง จากทั้งความเสี่ยงการเมืองในยุโรปที่เพิ่มขึ้นจากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของอิตาลีในวันที่ 4 ธ.ค. นี้ และแนวโน้มที่ ECB จะขยายอายุมาตรการ QE ในเดือน ธ.ค. นี้ ดังนั้น ส่วนต่างระหว่าง Yield สหรัฐ และเยอรมนี ซึ่งกว้างอยู่เดิมแล้ว ก็เลยปรับตัวกว้างขึ้นไปอีก ทั้งนี้ แต่เดิมส่วนต่างนี้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0% หรือแกว่งตัวตั้งแต่ -1% ถึง 1% แต่ตั้งแต่ ECB เริ่มทำ QE ส่วนต่างนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1.5% และหลังจากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งส่วนต่างนี้อยู่ที่ 2% ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นนี้กดดันให้ค่าเงินยูโรอ่อนลง ดันให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น และส่งผลลบต่อราคาทองคำดังที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าการปรับตัวของตลาดบอนด์ส่งผลกระทบไปยังตลาดอื่นๆ มากอยู่เช่นกัน
ทั้งนี้ เรามองว่าการที่ Yield ปรับเพิ่มขึ้นถึง 0.5% ในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ถือว่ามากแล้ว ซึ่งหากจะพูดให้ผู้อ่านซึ่งอาจมีความคุ้นเคยกับตลาดหุ้นมากกว่า เราเปรียบเทียบการปรับขึ้นของ Yield อายุ 10 ปี ที่เพิ่มขึ้นมา 0.5% นี้ได้กับในกรณีที่หุ้นขึ้น 10% ภายใน 1 เดือนเลยทีเดียว ดังนั้น หากตลาดจะมี Correction ในช่วงสั้นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แน่นอนว่าข่าวทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเป็นปัจจัยหลักที่ดัน Yield ให้ปรับเพิ่มขึ้น 0.5% ในรอบนี้ โดยหากพิจารณาพันธบัตรอ้างอิงเงินเฟ้อ (TIPS, Treasury inflation-protected securities) เข้ามาประกอบ จะระบุได้ชัดเจนว่าเงินเฟ้อคาดการณ์เพิ่มขึ้น 0.2% ในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลจากความกังวลว่านโยบายของทรัมป์จะทำให้นักลงทุนคาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น ส่วนที่เหลืออีก 0.3% เป็นผลจากการปรับเพิ่มขึ้นของ ผลตอบแทน “ที่แท้จริง” (“Real” yield) อันสะท้อนถึงความคาดหวังต่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะเพิ่มขึ้น การขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น มีการคาดกันว่านโยบายของทรัมป์อาจทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 50% ของ GDP ในช่วง 10 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว

แล้วหากมองไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? ทั้งนี้ หากเราพิจารณาเฉพาะในส่วนของเงินเฟ้อคาดการณ์แล้ว เงินเฟ้อคาดการณ์สำหรับช่วง 10 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 1.93% ในปัจจุบัน ซึ่งปรกติในช่วงปี 06-07 เงินเฟ้อคาดการณ์นี้เคยอยู่สูงถึง 2.5% ซึ่งอาจหมายความว่าเงินเฟ้อคาดการณ์อาจปรับตัวขึ้นได้อีก แต่อย่าลืมว่าในช่วงปี 06-07 นั้นเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดเงินเฟ้อที่สำคัญ) กำลังเป็นขาขึ้นอย่างจริงจัง แต่ในปัจจุบันนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็มองราคาน้ำดิบในตลาดโลกแกว่งตัวในกรอบกว้างๆ 40-55 เหรียญต่อบาร์เรล ไม่ได้มีทิศทางที่ชัดเจน ดังนั้น เรามองว่า Upside ของเงินเฟ้อคาดการณ์น่าจะค่อนข้างจำกัดแล้ว

ในส่วนของ “Real” yield นั้น ปัจจุบันอยู่ที่ 0.4% โดยในอดีตปี 2006-2007 เคยอยู่สูงถึง 2.3% ก็ถือว่ายังพอที่จะเพิ่มขึ้นได้อีกค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งคงต้องมองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วเพียงใด ซึ่งเรายังคงมองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่มากในปีหน้า แต่อีกส่วนคงต้องพิจารณาว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะปรับตัวดีขึ้นได้เพียงใด การลงทุนจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่ง ณ วันนี้ คนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคือตัว นาย โดนัลด์ ทรัมป์ เอง การประกาศนโยบายของทรัมป์ในช่วงถัดจากนี้ไปจึงมีความสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง และคงไม่ใช่แค่ตลาดบอนด์เท่านั้น แต่จะรวมถึงตลาดอื่นๆ ด้วย