ในวันนี้ “สิทธิมนุษยชน” กำลังตกอยู่ในสภาวะเสื่อมทรุดอย่างน่ากังวลไม่ว่าในระดับ
สากลโลกหรือสังคมไทย การมองหาแนวทางในการรักษาจรรโลงหลักการในเรื่องนี้จึงจำเป็นอย่างเร่งด่วน แม้ว่าเราในฐานะคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมไทยไม่อาจจะหวังจะแก้ไข/เยียวยาปัญหาอะไรได้มากนัก แต่การตระหนักรู้ถึงสภาวะเช่นนี้ก็ทำให้เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการซ้ำเติมความเสื่อมทรุดให้หนักหน่วงกว่าเดิม
ความพยายามสถาปนา “สิทธิมนุษยชน” ให้เป็นหลักการกลางสำหรับมนุษยชาติเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองและได้รับการตอกย้ำในช่วงสงครามเย็น โดยองค์กรโลกบาล อันได้แก่ อางค์สหประชาชาติซึ่งได้เน้นย้ำและขยายกรอบความคิดนี้ ขณะเดียวกัน กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกาที่ใช้ “สิทธิมนุษยชน” เป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อกับโลกคอมมิวนิสต์ซึ่งก็ไม่ได้ยึดหลักการนี้อย่างเป็นมาตรฐานอย่างจริงจังและจริงใจ เพราะรัฐที่เกิดใหม่หลังสงครามโลกจำนวนไม่น้อยที่เป็นรัฐเผด็จการที่ไม่แยแส “สิทธิมนุษยชน” แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
การปรับตัวและการขยายตัวของการเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” ของรัฐต่างๆ ที่ทะยอยเพิ่มมากขึ้นหลังทศวรรษ 1970 ได้ทำให้เกิดการขยายตัวของความคิด “สิทธิมนุษยชน” ในฐานะยุทธศาสตร์/ยุทธวิธีในการต่อสู้กับระบอบ “อำนาจนิยม” และการสร้างสังคม “พหุวัฒนธรรม” สหรัฐอเมริกาเองก็จำเป็นที่จะต้องแสดงตนเชิดชู “สิทธิมนุษยชน” และสังคม “พหุวัฒนธรรม” อย่างต่อเนื่องต่อมา
แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้การขับเคี่ยวระหว่างโลกเสรีกับโลกคอมมิวนิสต์ และการสร้าง“รัฐ”ใหม่ๆ หลังสงครามโลก ก็ทำให้ “สิทธิมนุษยชน” เป็นเพียงชุดความคิดหรือเครื่องมือในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองของกลุ่มอำนาจในแต่ละสังคมและรัฐ จึงทำให้ความคิดเรื่องนี้ไม่ได้ถูก “ฝัง” เข้าไปสู่สังคมโลก จนบางที่อาจจะกล่าวได้ว่าการอ้างอิง “หลักสิทธิมุษยชน” เกือบจะเท่ากับน้ำยาบ้วนปากของการแย่งชิงอำนาจกันเท่านั้น
ความเปลี่ยนแปลงของโลกหลังสงครามเย็น (หลัง 1990) ได้ก่อให้เกิดสภาวะใหม่กล่าวคือดุลย์อำนาจของโลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เมื่อประเทศคอมมิวนิสต์ล่มสลายพร้อมกับเข้าเขื่อมต่อกับโลกทุนนิยม โอกาสนี้ทำให้กลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังรัฐในโลกเสรีได้โอกาสในการสถาปนา “จักรวรรดินิยมใหม่” ขึ้นมา ด้วยความเข้มแข็งที่ไม่เคยมีมาก่อนจึงทำให้กลุ่มทุน “จักรวรรดิ” นี้ไม่แยแสหลักการทางความคิดใดๆที่เคยใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับโลกคอมมิวนิสต์อีกต่อไป เพราะเครือข่ายของ “จักรวรรดิ” สามารถที่จะควบคุมและปั้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในรัฐตนเองและผู้คนในโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเถลิงอำนาจของ “จักรวรรดิ” นี้ได้ส่งผลที่สำคัญทำให้องค์กรโลกบาลสูญเสียบทบาทในระดับโลกไปโดยสิ้นเชิง เพราะไม่มีทางที่จะสร้างมติอันสร้างสรรค์ใดๆ ได้ภายใต้การควบคุมและกดดันของพลังที่เหนือกว่า
การเถลิงอำนาจของ “จักรวรรดิ” เกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบ “เสรีนิยมใหม่” ที่ใช้พลังทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้รัฐแต่ละรัฐผ่อนคลายและปรับลดบทบาทของรัฐทั้งทางด้านการบริการและการควบคุม เพื่อเปิดโอกาสให้ “ทุน” เข้าไปจัดการแสวงหาผลประโยชน์จากปัจเจกบุคคลในทุกรัฐได้อย่างสะดวก ซึ่งหมายถึงการทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้าในตลาด รวมทั้งทำให้การคุ้มครองดูแลพลเมืองของรัฐก็เป็นเรื่องที่ซื้อขายได้ใน“ตลาด”
ระบบเศรฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่ได้สถาปนาขึ้นมา เป็นหลักในการจัดการเศรษฐกิจของโลก เกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างอำนาจของ “จักรวรรดิ” ที่ขยายออกไปทุกสารทิศ ประกอบเข้ากับการสร้างมติความสำนึกร่วมของระบบวัฒนธรรม “โลกาภิวัฒน์” จึงกล่าวได้ว่าฐานสามด้านของระบอบใหม่เกิดขึ้นอย่างเข้มแข็ง อันได้แก่ ฐานเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมวัฒนธรรม ระบอบใหม่ของโลกนี้ไม่ได้แยแส “สิทธิมนุษยชน” แม้แต่น้อย เพราะทันทีที่ทำให้ทุกอย่างอยู่ใน “ตลาด” โอกาสในการสร้างความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ในแต่ละรัฐในโลกก็ลดลงเป็นศูนย์ทันที
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภายใต้การรุกเข้าไปในทุกมิติของพื้นที่โลก พลเมืองในรัฐที่ประสบปัญหาการดูดซับ/แย่งชิง/ยึดทรัพยากรไปจากตน อย่างไม่มีทางจะใช้รัฐของตนเป็นเครื่องมือในต่อสู้อย่างเดิมได้อีกต่อไป. คนจำนวนมากในสังคมโลกที่อึดอัดเจ็บปวดกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้หวนกลับไปเลือก “อุดมการณ์เก่า” ขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการระดมกำลังเพื่อต่อสู่กับระบอบมหึมาที่กำลังรังแกเข้าอยู่ โดยหันหลับไปเน้นที่ชาตินิยม เขื้อชาตินิยม และศาสนา
การต่อสู้/ต่อต้าน กับ “จักรวรรดินิยมใหม่/เสรีนิยมใหม่” จึงเป็นกระบวนการการรื้อฟื้นระบบความหมายทางสังคมชุดเดิมขึ้นมาเพื่อที่จะใช้เป็นเชื้อไฟในการสร้างความสำนึกร่วมของผู้คน
“อุดมการณ์เก่า” ที่ถูกหยิบเอามาเป็นอาวุธในการต่อสู้เช่นนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ทั้งหมดสวิงไปสุดขั้วมากขึ้น เพราะหากจำเป็นจะต้องต่อต้านการเน้น “เสรีของปัจเจกชน” ของระบอบเสรีนิยมใหม่ ก็ต้องกลับมาเน้นในด้านตรงกันข้าม อันได้แก่ความเป็น “กลุ่มก้อน” ทางวัฒนธรรมและชุดชอง “อุดมการณ์เก่า” ซึ่งเป็นชุดความคิดที่ไม่สามารถเปิดพื้นที่ให้แก่ “สิทธิมนุษยชน” ได้
สภาวะของโลกในยุคนี้ จึงทำให้ความคิด “สิทธิมนุษยชน” สูญสิ้นพลังลงไปอย่างถึงที่สุด เรากำลังอยู่ในโลกอีกลักษณะหนึ่งที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะไปสิ้นสุดกันตรงไหน ในบทความของนักคิดฝรั่งคนหนึ่งเขียนมีประโยคหนึ่งที่ว่า What kind of world do we want to live in ? ซึ่งคงเป็นคำถามต่อคนทั้งโลกต่อไปว่าแล้วเราจะทำอะไรกันได้บ้าง






