กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ช่วงปลายปี หรือเรียกว่า“ช้อปช่วยชาติ” โดยเพิ่มการหักลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการจับจ่ายใช้สอย สินค้าและร้านค้าที่ร่วมรายการในช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายของประชาชน และสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี หลังจากกำลังซื้อของประชาชนในช่วงหลังเริ่มแผ่วลง ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว และจากอารมณ์ความรู้สึกของคนไทยในช่วงนี้
อันที่จริง มาตรการกระตุ้นเพิ่มกำลังซื้อของประเทศเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยรัฐบาลมักจะออกมาตรการต่างๆเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรต่อมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมา มาตรการเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากมาตรการทางการคลังอื่นๆที่เกิดจากการลงมือลงแรงของภาครัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่ามาตรการลักษณะนี้มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน บางคนเห็นว่าเป็นมาตรการไม่จำเป็น แต่บางคนเห็นว่าเป็นมาตรการชั่วคราวที่ได้ผลในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอ
การออกมาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล เริ่มเห็นสัญญาณไม่ค่อยดีนักสำหรับเศรษฐกิจไทย ซึ่งก่อนหน้านั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยระบุว่ากำลังจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญและพร้อมจะออกมาตรการเพิ่มเติมหากเห็นว่าเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเห็นว่าหากปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง จะเป็นเรื่องยากอย่างมากในการดึงให้กลับมาฟื้นตัวและอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจำนวนมากในการกระตุ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นออกมารองรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
อันที่จริง มาตรการของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา นับว่าน่าสนใจอย่างมากที่รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่และการเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ระดับรากฐานเศรษฐกิจของประเทศจนถึงระดับภาคการผลิต ซึ่งหากคิดเป็นงบประมาณที่รัฐบาลอัดฉีดลงไปถือว่ามหาศาล และบางโครงการก็ดูเหมือนไม่เป็นประโยชน์ระยะยาว แต่บางโครงการก็เป็นการสร้างพื้นฐานระยะยาวให้กับประเทศ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากจะสนับสนุนประเภทหลัง
หากเปรียบเทียบกับหลายๆประเทศในขณะนี้ ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ จะเห็นว่าไม่ต่างจากไทยมากนัก เพียงแต่ลักษณะของมาตรการและวิธีการ รวมถึงเม็ดเงิน มีความแตกต่างกันขึ้นกับขนาดของเศรษฐกิจแต่ละประเทศ นับตั้งแต่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศก็มุ่งเข้าไปสู่การสร้างความเข้มแข็งภายใน ในขณะที่ในยุโรปและสหรัฐ รวมถึงญี่ปุ่น ที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปมากแล้ว ได้หันมาให้น้ำหนักกับนโยบายการเงินในการเพิ่มบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจ
หากไล่เลียงในยุคปัจจุบันจะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ มีความหลากหลายอย่างมาก แต่มีความเหมือนกันประการหนึ่งคือสูตรในการคำนวณหรือการประเมินว่ามาตรการที่ออกมานั้นจะส่งผลต่อส่วนไหน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มุ่งไปที่การกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและการลงทุนใหม่ที่เกิดขึ้นตามมาหากมีความต้องการในตลาด โดยธุรกิจจำเป็นต้องแข่งขันกันมากขึ้น แม้แต่สหรัฐในยุคของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็กำลังจะหันกลับมาใช้นโยบายทางการคลัง
ดังนั้นหากกล่าวว่าในยุคนี้เป็นช่วงที่ทั่วโลกกำลังแก้วิกฤติเศรษฐกิจ และกำลังหามาตรการต่างๆเพื่อช่วยเหลือตัวเอง แต่หากดูทิศทางนโยบายของแต่ละประเทศจะเห็นว่ากำลังกลายเป็นกระแสใหญ่ที่รัฐบาลจำเป็นต้องออกแรงเองในการแก้ปัญหา เรากำลังกลับมาสู่นโยบายการคลังอีกครั้ง หลังจากนโยบายอัดฉีดทางการเงินครั้งใหญ่ที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปีไม่ได้ผล โลกกำลังกลับไปสู่ยุคเก่า ในยุคของเคนเซียน เมื่อรัฐบาลกลับมาเป็นพระเอกอีกครั้ง






