หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
ทำให้เกิดความกลัวต่อนายนโยบายของนายทรัมป์ไปทั่วโลก แม้แต่ในสหรัฐเอง เนื่องจากนโยบายในช่วงหาเสียงของนายทรัมป์มีหลายๆ นโยบายที่อาจสร้างความการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หากมีการทำจริงตามที่หาเสียงไว้ โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจของนายทรัมป์ ที่ค่อนข้างกลับหัวกลับหาง จากนโยบายเดิมๆ ของสหรัฐที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับสิบปี ซึ่งดูเหมือนนายทรัมป์จะอ่านสัญญาณที่เกิดขึ้น จึงดูเหมือนว่าท่าทีเริ่มผ่อนคลายลงไปบ้าง
ยิ่งในยุคที่ทุกคนต้องการประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้พอสมควร ก็ยิ่งมีความกังวลนโยบายใหม่ของสหรัฐมากยิ่งขึ้น เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนต่อนโยบายของนายทรัมป์ว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งการรับรู้ในขณะนี้ก็เป็นเพียงการตีความจากนโยบายในช่วงหาเสียงเท่านั้น แม้ขณะนี้จะมีเพียงเรื่องเดียวที่นายทรัมป์ประกาศออกมา คือการยกเลิกการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) เพราะเห็นว่าทำให้สหรัฐเสียเปรียบทางการค้าการลงทุนมากกว่าได้ประโยชน์
แต่นโยบายที่บรรดานักลงทุนทั่วโลกจับตามองอยู่ในขณะนี้คือนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐเอง จากนโยบายของนายทรัมป์ที่ต้องการกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ หลังที่สูญเสียความเป็นผู้นำในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก ซึ่งบรรดากูรูต่างมองว่าศตวรรษนี้เป็นศตวรรษของเอเซีย ในการผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ หรือเป็นยุคของเอเซีย โดยมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่นและอินเดีย เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันให้เอเซียสู่ความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ
จากการปรับเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐ จากเดิมขับเคลื่อนด้วยบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ออกไปสร้างความมั่งคั่งนอกดินแดนสหรัฐ นโยบายใหม่ของสหรัฐจะจูงใจให้บรรษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ หันกลับมาอยู่ที่สหรัฐด้วยมาตรการจูงใจต่างๆทางภาษี เพื่อใช้สู้กับต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบราคาถูกในต่างแดน อีกทั้งสหรัฐจะมุ่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ในประเทศ ซึ่งเป็นตำราเดียวกับหลายๆ ประเทศที่ภาครัฐหันมากระตุ้นการลงทุนภายในเพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว
เนื่องจาก จนบัดนี้ยังไม่เห็นเค้าโครงที่แจ่มชัดนัก ดังนั้นจึงเกิดการตีความมาตรการที่รัฐบาลใหม่ของสหรัฐ จะออกมาและประเมินกันไปตามข้อมูลที่พอหาได้ แต่เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐจะก้าวสู่นโยบายใหม่ จากเดิมที่ใช้นโยบายการเงินผ่านธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งดำเนินการมาหลายปี แต่เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวได้เร็วอย่างที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเริ่มชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดนโยบายการเงิน จึงนำไปสู่การดำเนินนโยบายการคลังของนายทรัมป์
แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการคลังของสหรัฐ อาจเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้านเช่นเดียวกัน เพราะจำเป็นต้องจัดงบประมาณขาดดุล และอาจเผชิญปัญหาเรื่องภาระหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อนักลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก แม้นโยบายเศรษฐกิจขอบนายทรัมป์ที่ประกาศออกมา จะสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของค่าเงินดอลลาร์ จากที่ปรับแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบกว่าสิบปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดรับนโยบายและยอมรับผลของนโยบายของนายทรัมป์ไปล่วงหน้า
ไม่ว่านโยบายของนายทรัมป์จะออกมาอย่างไร ซึ่งกว่าจะรู้กันจริงๆก็ราวเดือนมกราคมปีหน้า แต่บรรดากูรูทางการเมืองของสหรัฐเองให้ข้อคิดว่าอย่าประเมินนายทรัมป์ต่ำเกินไป เพราะหากดูจากประวัติทางการเมืองของนายทรัมป์นั้นถือว่าไม่ธรรมดา นายทรัมป์อาจไม่ใช่อย่างที่คาดเดากันในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพราะเต็มไปด้วยการโจมตีทางการเมืองระหว่างกัน แต่จากความไม่ชัดเจนในนโยบายจนบัดนี้ ทำให้ตลาดยังกล้าๆกลัวกลัวในขณะนี้ อันเนื่องมาจากยังคาดเดาไม่ถูกนั่นเอง









