เป็นเวลากว่า 10 ปี ในช่วงเดือนนี้ผมมีโอกาสเข้าไปคลุกคลีกับโรงเรียนชั้นประถมโดยตรง
เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมนำบางมุมมองของการคลุกคลีนั้นมาเล่าไว้ในคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 20 พ.ย.ในหัวข้อเรื่อง “อันเนื่องมาจากเรื่องโครงการที่บ้านนา” ดังที่อ้างถึงในบทความนั้น การคลุกคลีของผมเกิดจากการเข้าไปร่วมจัดกิจกรรมสนับสนุนการศึกษาของนักเรียนในอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ผ่านมูลนิธินักอ่านบ้านนาพร้อมกับกัลยาณมิตรของมูลนิธิฯ ซึ่งมีเว็บไซต์แนววิทยาทานอยู่ที่ www.bannareader.com ณ วันนี้ ประเด็นปัญหาที่เล่าไว้ในบทความนั้นยังคงเดิม วันนี้ขอเล่าเพิ่มเติมบางประเด็น
ในการเสวนาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับครูและผู้บริหารโรงเรียนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ครูและผู้บริหารโรงเรียนอ้างถึงการสอนเด็กให้มี “ทักษะชิวิต” กันมาก แต่ละคนพูดถึงสิ่งที่ตนสอนอย่างน่าประทับใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อผมถามว่าถ้าวันไหนไม่มีไฟฟ้าครูสอนเด็กให้หุงข้าวอย่างไร ครูตอบไม่ได้เพราะครูก็หุงข้าวไม่เป็นหากขาดหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “คำสาปของเทคโนโลยี” ที่ผมเสนอในคอลัมน์นี้หลายครั้ง ณ วันนี้ ดูจะไม่มีใครคิดว่าไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่นั้นสักวันอาจไม่มี จึงมิได้คิดหาทางหนีทีไล่ไว้รวมทั้งการทำอาหารโดยไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า การสอนเรื่องทักษะชีวิตจึงมักเป็นการสอนแบบฉาบฉวยซึ่งในบางกรณีเป็นการสอนที่ผิดอย่างมหันต์
ดังที่อ้างถึงในบทความเมื่อปีที่แล้วว่า โครงการของเราเข้าไปช่วยโรงเรียนแห่งหนึ่งพัฒนาเชิงลึก ส่วนหนึ่งของการพัฒนานั้น ได้แก่ การทำสวนครัวอินทรีย์บนพื้นที่เกือบสองไร่หลังอาคารเรียน ในสวนครัวมีผัก ผลไม้และสมุนไพรหลายอย่าง การสอนให้เด็กทำสวนครัวอินทรีย์เป็นการสอนทักษะชีวิตให้เด็กในหลายด้าน รวมทั้งโทษของการใช้สารเคมีที่เรามีตัวอย่างสดๆ ให้เด็กดู อาทิเช่น ผักและมะละกอของเราเฉาทันที เมื่อชาวนาฉีดยาฆ่าหญ้าตามคูนาติดกับสวนครัว (ตอนนี้เราป้องกันสารเคมีนั้นด้วยการปลูกกล้วยเป็นกำแพง) และในทุ่งนาที่ใช้สารเคมีมักไม่มีไส้เดือน แต่เมื่อทางราชการส่งคณะ “ผู้เชี่ยวชาญ” ด้านเศรษฐกิจพอเพียงไปตรวจโรงเรียน กิจกรรมทำสวนครัวอินทรีย์ของเราไม่ผ่านการประเมิน โรงเรียนต้องซื้อถังปูนหลายลูกมาตั้งตรงหน้าอาคารเรียน แล้วปลูกผักและสมุนไพรให้ผู้เชี่ยวชาญดู จึงผ่านการประเมิน ส่วนหลังจากนั้นโรงเรียนจะทำอะไรกับสมุนไพรที่ปลูกไว้ในถังปูนผู้เชี่ยวชาญไม่สนใจ สิ่งที่หน้าเศร้าคือหลายๆ โรงเรียนมักรื้อทิ้ง
ประเด็นปัญหาที่สำคัญกว่าการเสียเวลาและทรัพยากรคือ เราสอนให้เด็กรู้จักมักง่าย ใช้ผักชีโรยหน้าเป็นหลัก และรู้จักโกหกตัวเองและผู้อื่น โดยการสร้างภาพตั้งแต่ยังเป็นเด็ก การสอนแบบนี้มีผลโดยทั่วไปในสังคมไทยอย่างแจ้งชัดแล้ว นั่นคือ การทำกิจกรรมจำพวก “ขึ้นป้ายถ่ายรูป” ซึ่งมีอยู่ทั่วไป แม้แต่ในโครงการเล็กๆ ของเราซึ่งมีโรงเรียนชั้นประถมในชนบทเป็นแกนก็ยังมีกลุ่มต่างๆ ไปใช้เป็นบริบททำกิจกรรมจำพวกขึ้นป้ายถ่ายรูป นี่หรือคือทักษะชีวิตที่เราปรารถนา?
กลับไปเรื่องการหุงข้าวโดยปราศจากหม้อไฟฟ้า ในมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง ซึ่งเชิญผมไปบรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อผมถามผู้ฟังว่าใครหุงข้าวโดยไม่ใช้หม้อไฟฟ้าเป็นบ้าง มีนักศึกษายกมือเพียงคนเดียว นักศึกษาคนนั้นบอกว่าเป็นลูกชาวนามาจากต่างอำเภอ แม้จะรู้สึกหดหู่ใจกับการไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ของคนไทยทั้งในเรื่องทักษะชีวิตและในเรื่อง “ภูมิคุ้มกัน” อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ผมยังรู้สึกมีความหวัง ทั้งนี้เพราะหลังการบรรยาย อธิการบดีบอกผมว่าจะนำเรื่องนี้ไปใส่ในหลักสูตรซึ่งท่านและอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏอีก 15 แห่ง จะร่างร่วมกันในวันรุ่งขึ้นที่บุรีรัมย์ หวังว่านั่นมิใช่เป็นเพียงวาทกรรมจำพวก “พูดทิ้ง” อันเป็นอีกกิจหนึ่งซึ่งคนไทยดูจะมีทักษะสูงมาก
ทักษะชีวิตครอบคลุมหลากหลายด้านจากการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับบุคคลไปจนถึงระดับชาติ ณ วันนี้ยังไม่มีการมองแบบครอบคลุม ซ้ำร้ายยังมักสอนเด็กกันแบบผิดๆ อีกด้วย






