วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาการอุ้มบุญในอาเซียน

ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศในเอเชียทะยอยออกกฎหมายประกาศห้ามการอุ้มบุญหรือตั้งครรภ์

แทนเพื่อการค้า เช่น กรณีที่กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ของไทยออก ‘พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558’ และมีผลบังคับใช้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายแต่มีบุตรยาก ให้มีบุตรได้โดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พร้อมกับป้องกันไม่ให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด

อย่างไรก็ตาม คู่สามีภรรยาที่ต้องการให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน จะต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย กรณีเป็นคนไทยที่สมรสกับต่างชาติจะต้องจดทะเบียนสมรสไม่น้อยกว่า 3 ปี และต้องผ่านการตรวจประเมินคุณสมบัติตามที่แพทย์สภากำหนด ส่วนหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนจะต้องมีสัญชาติไทย และเป็นพี่น้องท้องเดียวกันของสามีหรือภรรยาผู้ที่ต้องการมีบุตร เป็นต้น

หลังจากไทยออกกฎหมายประกาศห้ามได้ไม่นาน ทางการเนปาลและอินเดียต่างก็ออกกฎหมายที่มีเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน เพื่อการยุติการรับจ้างอุ้มบุญเชิงธุรกิจผลลัพธ์ประการหนึ่งที่ตามมาคือ คู่สมรสชาวต่างชาติที่ต้องการมีบุตรหันไปจ้างวานหญิงอุ้มบุญที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียทดแทน โดยเฉพาะประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการรับจ้างอุ้มบุญอย่างเป็นทางการ หนึ่งในปลายทางสำคัญนั้นก็คือ ‘กัมพูชา’ จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า เพราะเหตุใดฐานธุรกิจดังกล่าวจึงค่อนข้างเติบโตในเอเชีย? และเพราะเหตุใดจึงเคลื่อนย้ายไปยังประเทศกัมพูชา?

มีการตั้งข้อสังเกตถึงเหตุผล 2 ประการสำคัญ ได้แก่ (1) การอุ้มบุญในเอเชียมีราคาถูกกว่าภูมิภาคอื่นๆ หลายเท่าตัว เช่น การว่าจ้างอุ้มบุญในกัมพูชา ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 33,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ ในสหรัฐฯ มีค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ตำกว่า 90,000-150,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้คู่สมรสที่ต้องการมีบุตร แต่มีงบประมาณจำกัดต่างมุ่งหน้าเดินทางมา และ (2)ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศกัมพูชายังไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ธุรกิจการอุ้มบุญจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากไม่มีหญิงอุ้มบุญ โดยจากการสัมภาษณ์หญิงสาวที่ผันตัวเป็นแม่อุ้มบุญ เปิดเผยสาเหตุที่เข้าสู่ธุรกิจดังกล่าวว่า สามารถสร้างรายได้ที่น่าพอใจ พวกเธอสามารถนำเงินที่ได้ไปใช้จุนเจือครอบครัว รวมถึงการซื้อทรัพย์สินอย่างที่ดินและบ้านได้

กระทั่งต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงยุติธรรมของกัมพูชา รวมถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ประกาศใช้กฎกระทรวง (Prakas) เพื่อยุติการรับจ้างตั้งครรภ์เพื่อการค้าไม่ให้เกิดขึ้นในกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดยระบุในมาตรา 12 ว่า ‘การตั้งครรภ์แทนซึ่งเป็นหนึ่งในชุดของบริการที่จะมีลูกด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างสมบูรณ์’ (Surrogacy, one of a set of services to have a baby by Assisted Reproductive Technology, is banned completely.) พร้อมระบุบทลงโทษเพื่อเอาผิดกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของกัมพูชาชวนให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จับตาว่ากัมพูชาจะบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นเพียงใดต่อไป

นายโรดริโก มอนเตโร (Rodrigo Montero) ที่ปรึกษาประเด็นเรื่องเพศสภาพให้แก่สำนักงานด้านการพัฒนาของเยอรมัน มองว่า กฎหมายห้ามการอุ้มบุญถือเป็นวิธีทางที่เหมาะสม เนื่องจากธุรกิจดังกล่าว ตั้งอยู่บนฐานของการเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน และดำเนินการกิจการผิดจรรณาบรรณ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของกระทรวงกิจการสตรีของกัมพูชาที่ระบุว่า ธุรกิจอุ้มบุญถือเป็นรูปแบบหนึ่งของกระบวนการการค้ามนุษย์ (human trading) ดังนั้น การออกประกาศห้ามการประกอบกิจการดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่สมควรได้รับการสนับสนุน เพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชากลายเป็นพรมแดนใหม่ของธุรกิจอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ขณะที่นายแซม เอเวอริ่งแฮม (Sam Everingham) ผู้อำนวยการองค์การพัฒนาเอกชนด้านการส่งเสริมการอุ้มบุญ Families Through Surrogacy เสนอว่า มีคู่สมรสจำนวนหนึ่งตั้งใจมีบุตร แต่ไม่สามารถมีบุตรได้ เช่น คู่รักเพศเดียวกัน หรือคู่สมรสที่มีบุตรยาก การออกกฎหมายห้ามอย่างกะทันหัน อาจไม่ส่งผลดีก็เป็นได้ เนื่องจากแม้ว่าการอุ้มบุญจะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายในกัมพูชา แต่ก็ใช่ว่าคู่สมรส/สามีภรรยาที่ต้องการมีลูกจะยุติความพยายามลง เพราะในท้ายที่สุด พวกเขาก็หาช่องทางอื่นในการว่าจ้างอุ้มบุญต่อไป ดังเช่นก่อนหน้านี้ ประเทศไทยขึ้นชื่อว่ามีหญิงรับอุ้มบุญแทนชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อทางการออกประกาศว่าเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย ฐานธุรกิจอุ้มบุญก็ถูกถ่ายโอนไปยังกัมพูชาบางส่วน และในขณะนี้ก็มีกระแสข่าวว่า หลังจากที่กัมพูชามีการประกาศห้าม ธุรกิจอุ้มบุญก็มีแนวโน้มว่าจะเคลื่อนย้ายไปยังลาวและมาเลเซีย

การจ้างอุ้มบุญแทนนั้น กลายเป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างครอบครัวของคนกลุ่มหนึ่งในยุคปัจจุบันดังนั้น การให้ข้อมูลและองค์ความรู้แก่กลุ่มคนนี้ ตั้งใจจะมีบุตรผ่านการว่าจ้างอุ้มบุญและหญิงรับจ้างอุ้มบุญนั้น เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจำต้องหันมาร่วมมือกันพิจารณา ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่า การอุ้มบุญแทนเกี่ยวข้องกับกระบวนการการค้ามนุษย์ และมุ่งแต่จะแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการออกกฎหมายสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว โดยปราศจากการให้ความรู้ นัยหนึ่งก็เสมือนเป็นการผลักดันให้ธุรกิจดังกล่าวก้าวเข้าสู่การเป็นธุรกิจมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมดูแล และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ผู้จ้างวานและหญิงอุ้มบุญอาจตกเป็นเหยื่อของผู้ประกอบการ ซึ่งอาจส่งผลต่อไปยังความปลอดภัยและสิทธิของเด็กอันเป็นผลจากการอุ้มบุญนั้นต่อไป

จากสถานการณ์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ประเด็นอุ้มบุญเชิงการค้าไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง เป็นประเด็นที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายเกี่ยวพันระหว่างประเทศ และแพร่กระจายเข้ามาในชาติอาเซียนด้วย จากประเทศหนึ่งสู่ประเทศหนึ่งซึ่งประเทศอาเซียนน่าจะถือเป็นประเด็นหนึ่งในการร่วมมือกัน เริ่มจากแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและอาจไม่ใช้การควบคุมอย่างเข้มงวดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ร่วมกันหาแนวทางเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพหญิงอุ้มบุญและเด็กไปพร้อมกันด้วย

--------------------

กุลระวี สุขีโมกข์

ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการ “จับตาอาเซียน”

ฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สกว.