สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) ประมาณการเศรษฐกิจในปีหน้าและทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.0-4.0% ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญยังมาจากปัจจัยภายในประเทศ คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังมาจากปัจจัยเดิม นั่นคือ ปัจจัยจากสถานการณ์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งย่อมมีผลต่อนโยบายหลายด้าน และส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนโลก
สศช.ระบุถึงความเสี่ยงด้านความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นและสนับสนุนให้ภาคการสํงออกในปี 2560 เริ่มกลับมาขยายตัวก็ตาม แต่ในช่วงที่เหลือของปี 2559 และในปี 2560 ยังมีปัจจัยที่จะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกมีความผันผวน ซึ่งจะต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
สศช.ระบุถึงความเสี่ยงในปีหน้าจะมาจากต่างประเทศล้วนๆ ประกอบด้วย 1. ทิศทางและแนวนโยบายของสหรัฐ 2. ผลการลงประชามติรัฐธรรมนูญในอิตาลีวันที่ 4 ธ.ค. 2559 3.การใช้อำนาจตามมาตรา 50 ภายใต้สนธิสัญญาลิสบอน ฉบับปี 2552 ของสหราชอาณาจักรเพื่อขอแยกตัวจากสหภาพยุโรปในเดือนมี.ค. 2560 4. การคาดการณ์และผลการเลือกตั้งในฝรั่งเศสในวันที่ 23 เม.ย. 2560 5. การคาดการณ์การเลือกตั้งในเยอรมันในช่วงเดือนส.ค.-ต.ค. 2560 6.ปัญหาความอ่อนแอของสถาบันการเงินในยุโรป และ 7. ปัญหาในภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน
หากประเมินจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไทยไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากนั่งรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น เพราะเราไม่อาจเข้าไปมีบทบาทใดๆได้เลยในเรื่องเหล่านี้ และเป็นเรื่องใหญ่เกินกำลังของไทยที่จะเข้าไปยุ่งเกียวได้ ดังนั้น ความท้าทายของเราในปีหน้าจึงมีอยู่ประการเดียว นั่นคือ จะประเมินสถานการณ์และหาทางรับมือผลกระทบอย่างไร เหมือนกับที่ได้ทำมาอย่างดีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยแม้จะมีปัญหาหลายด้าน แต่ก็ประคองตัวให้เศรษฐกิจขยายตัวได้
นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองต่างประเทศจะเป็นปัจจัยเสี่ยงแล้ว การเมืองภายในประเทศของเรายังเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านในปีหน้าอีกด้วย เพราะตามโรดแมพของรัฐบาลแล้วจะมีการจัดเลือกตั้งในปีหน้าเช่นเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเกิดขึ้น โดยประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนี้ยังเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลลึกๆของภาคเอกชน เพราะขณะนี้ทุกอย่างยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าการเมืองตามรัฐธรรมนูญใหม่จะมีโฉมหน้าอย่างไร
เราไม่รู้ที่ผ่านมานั้น อิทธิพลทางการเมืองมีบทบาทมากน้อยแค่ไหน ในเรื่องของความเชื่อมั่นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย เพราะในบางช่วงการเมืองวุ่นวาย แต่เศรษฐกิจไทยและตลาดเงินตลาดทุนก็พอไปได้ แต่จากประเมินการเมืองในปีหน้า ทั้งการเมืองในประเทศและนอกประเทศก็จะเห็นว่ามีความไม่แน่นอนสูงอย่างยิ่ง และดูเหมือนว่าการเมืองในยุคใหม่ การดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศนั้น ได้มุ่งหันกลับไปดูแลภายในประเทศ เหมือนสหรัฐ ซึ่งนั่นจะสร้างความผันผวนครั้งใหญ่ อาทิ หากเยอรมันเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายขึ้นมาอีกประเทศ ก็จะทำให้ความผันผวนหนักมากขึ้นไปอีก ดังนั้นในปีหน้าถือว่าเป็นปีที่รับมือค่อนข้างยาก เพราะเป็นเรื่องของปัจจัยการเมืองเป็นสำคัญ ซึ่งไม่อาจทำนายหรือคำนวณได้เมื่อเทียบกับด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นปีแห่งความผันผวนอีกปี






