วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สองท่านนี้มีเรื่องต้อง 'เคลียร์ใจ' กันมากมาย

สองท่านนี้ เจอกันครั้งแรกเมื่อไหร่ คงมีสีสันไม่น้อย เพราะสัปดาห์ก่อนได้ยกหูคุยกัน

ทางโทรศัพท์แล้ว และนัดหมายกันว่าจะต้องนั่งลงจับเข่าคุยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

เพราะโดนัล ทรัมป์กับสีจิ้นผิงมีเรื่องต้องคุยกันหลายเรื่อง ต่างคนต่างต้องปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ต่างต้องให้ประชาชนของตนเห็นว่าไม่ยอม “ก้มหัว” ให้กับอีกคนหนึ่งจนเสียทั้งศักดิ์ศรีและอำนาจต่อรองทางการค้า การลงทุน และความมั่นคง

ทั้งสองต่างก็รู้ว่าจะต้องใช้ความสามารถในการเจรจา เพื่ออยู่ร่วมกันมากกว่าจะเปิดศึกสงคราม เพราะหากสองมหาอำนาจโลกเปิดศึกกันเมื่อไหร่ เละทั้งคู่

ผมสังเกตจากพรรคพวกที่เมืองจีนว่าผู้นำจีนรุ่นนี้เชื่อว่าพูดกับโดนัล ทรัมป์ รู้เรื่องกว่าฮิลลารี คลินตัน

เหมือนพอเปลี่ยนผู้นำฟิลิปปินส์จากนักการเมืองเก๋าตระกูลอะคิโนมาเป็น “ขวัญใจชาวบ้าน” พูดจาโผงผางอย่างดูเตอร์เต้ ความสัมพันธ์ตึงเครียดระหว่างปักกิ่งกับมะนิลา ก็พลันผ่อนเบาจนจับไม้จับมือพูดจาภาษาดอกไม้ได้

หัวข้อใหญ่ที่ผู้นำสองประเทศนี้จะต้อง “เปิดใจ” เจรจากันนอกเหนือจากเรื่องค้าขาย อันเกิดจากคำขู่ช่วงหาเสียงของทรัมป์ ว่าเขาจะขึ้นภาษีสินค้าจากจีนเข้าอเมริกาเป็น 45% เพื่อปกป้องการผลิตของสหรัฐ และไม่ให้คนตกงานมากขึ้นก็เป็นเรื่องความมั่นคง

สองหัวข้อด้านความมั่นคงที่ทรัมป์ต้อง “เคลียร์” กับสีจิ้นผิงคือทะเลจีนใต้และเกาหลีเหนือ

หากทรัมป์ดำเนินนโยบาย “ถอยทัพกลับบ้าน” ทางความมั่นคงเหมือนที่เขาหาเสียงเอาไว้ สีจิ้นผิงก็อาจจะโล่งอกไปได้ระดับหนึ่ง เพราะเท่ากับว่านโยบาย “ปักหมุดเอเซีย” ของโอบามาก็เป็นอันพับไป อเมริกาก็จะไม่ส่งเรือรบมาตระเวณแถวนี้ และจะไม่ชี้นิ้วกล่าวหาว่าจีนสร้างเกาะเทียม และฐานทัพเรือในทะเลจีนใต้เพื่อให้ตัวเองเป็น “พี่เบิ้ม” ในย่านนี้

แต่ก็ไม่แน่ เพราะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทรัมป์ก็อาจจะไม่ยอมให้อเมริกา “หมดสภาพ” ในเวทีสากลได้ง่าย ๆ จึงเป็นไปได้ว่านโยบายของทรัมป์ต่อเอเซียคงไม่ทิ้งทุกอย่างที่โอบามาทำเอาไว้

เพราะสหรัฐยังจะต้องคงความเป็น “หัวหอก” ในการปราบปรามการก่อการร้ายสากล และหากจะรักษาสถานภาพของการเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ ก็ย่อมจะทิ้งบทบาททางทหารในหลาย ๆ รูปแบบไม่ได้

ทรัมป์เจอนายกฯชินโซะ อาเบะเมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้นำญี่ปุ่นบอกว่า “มีความมั่นใจ” ในตัวทรัมป์ แต่ไม่มีการแถลงรายละเอียดที่เป็นเนื้อหาจริงจัง

โดยเฉพาะประเด็นที่ทรัมป์เคยพูดหาเสียงว่า ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ต้องควักกระเป๋า ออกเงินช่วยตัวเองด้านความมั่นคงมากขึ้น ไม่ใช่หวังพึ่งงบประมาณสหรัฐอย่างเดียวนั้น

สิ่งที่ผู้คนกังวลก็คือหากจะให้ทั้งสองประเทศสร้างสมอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง ไม่หวังผ่านบารมีสหรัฐแล้วไซร้ จะกลายเป็นเรื่องวุ่นวายในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศพอสมควร

ทรัมป์จะพูดเรื่องเกาหลีเหนือกับสีจิ้นผิงอย่างไรยังไม่แน่ชัด คงต้องรอให้หน่วยข่าวกรองและที่ปรึกษา นั่งอธิบายเบื้องหลังของเรื่องราว ของท่านผู้นำคิมจองอึนแห่งเปียงยางให้กับทรัมป์ก่อน จึงจะวางนโยบายเกี่ยวกับ “โสมแดง” ได้

ถ้าทรัมป์ประกาศว่าพร้อมจะพูดจากับวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียทั้ง ๆ ที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับโอบามาก่อนได้ ไฉนเขาจะไม่สามารถบอกว่า พร้อมจะพูดคุยกับคิมจองอึนแห่งเกาหลีเหนือได้เช่นกัน?

แค่สองสามเรื่องนี้ก็ทำให้ทรัมป์กับสีจิ้นผิงต้องคุยกันหลายรอบแล้ว... ยังมีเรื่องอิหร่าน ตะวันออกกลาง ไอซิส อาเซียน และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปักกิ่งซื้อเก็บเอาไว้มากมายที่ต้องแลกเปลี่ยนจุดยืนกันอีก

สีจิ้นผิงเคยเสนอแนวทาง “ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่” ระหว่างประเทศใหญ่ ๆ ในโลก

พอทรัมป์ขึ้นมา รับรองว่ามีอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ เกินกว่าที่ผู้นำจีนเคยคิดเอาไว้ก่อนอย่างมากแน่นอน