ผู้อ่านคอลัมน์นี้ย่อมทราบดีแล้วว่าเนื้อหามักเป็นเรื่องเศรษฐกิจและการพัฒนา บ่อยครั้ง
ผมอ้างว่า แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกุญแจสำหรับแก้ปัญหาจากระดับบุคคลไปจนถึงระดับโลก ล่าสุดผมเขียนหนังสือชื่อ “ฝากภูมิปัญญาชาติไทยไว้กับครู” ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคม หนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งทางมิติปรัชญา ซึ่งพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง และทางมิติเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่มีใครเสนออย่างแจ้งชัดและครอบคลุม
หลังหนังสือพิมพ์ออกมา มีนักธุรกิจสองคนแสดงความประสงค์ที่จะสนับสนุนครู ให้นำเนื้อหาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตามเหตุผลที่ว่า ครูจะเป็นผู้เรียนรู้และนำไปสู่การปฏิบัติได้ดีที่สุด เริ่มแรกเขาทั้งสองต้องการระดมสมองของครูเพื่อค้นหาข้อเสนอว่าจะทำกันอย่างไร ข้อเสนอที่มีโอกาสนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง จะได้รับการสนับสนุนด้วยทุนก้อนหนึ่ง แต่ครูมีหลายแสนคนและกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป จึงมีการเสนอให้ทำแบบนำร่องก่อน เนื่องจากมูลนิธินักอ่านบ้านนา (มีข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ www.bannareader.com) ดำเนินโครงการสนับสนุนการศึกษาของนักเรียนในอำเภอบ้านนามากว่า 10 ปี นักธุรกิจจึงเสนอให้ลองทำนำร่องในเขตอำเภอบ้านนา
ข้อเสนอดังกล่าวนำไปสู่การจัดเสวนาระดมสมองของครูและผู้สนใจขึ้นเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ณ โรงเรียนวัดแหลมไม้ย้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นประถมที่ผมเป็นศิษย์เก่าตั้งแต่ครั้งยังใช้ศาลาวัดเป็นห้องเรียน ก่อนกำหนดการเสวนา ผู้จัดได้ส่งจดหมายเชิญพร้อมคำอธิบายเป้าหมายและกระบวนการเสวนาไปยังผู้อำนวยการของโรงเรียนรัฐบาลในอำเภอบ้านนาทั้ง 38 แห่งซึ่งมีครูอยู่เกือบ 400 คนโดยมีสาระว่า ถ้าผู้บริหารและครูในโรงเรียนสนใจเข้าร่วมเสวนาให้แสดงความจำนงพร้อมกับรับหนังสือไปตามจำนวนครูที่จะไปร่วม การเข้าร่วมไม่เสียค่าใช้จ่ายนอกจากค่าเดินทางไปยังเวทีเสวนา
ก่อนวันเสวนา ปรากฏว่ามีโรงเรียนแสดงความสนใจ 16 แห่ง แต่ละแห่งขอรับหนังสือไปในจำนวนแตกต่างกันโดยโรงเรียนอนุบาลบ้านนารับไปมากที่สุดถึง 30 เล่ม ในวันเสวนา มีครูและผู้อำนวยการเข้าร่วมน้อยกว่าผู้มาร่วมจากต่างถิ่น กล่าวคือ ไม่ถึง 20 คนจาก 14 โรงเรียน โดยที่ไม่มีครูจากโรงเรียนอนุบาลบ้านนามาร่วมแม้แต่คนเดียว เพียง 8 คนอยู่ร่วมตลอดการเสวนา
ปัจจัยที่ทำให้ครูดูไม่สนใจในการเสวนาครั้งนี้คงมีหลายอย่างด้วยกัน การไต่ถามครูในท้องถิ่นบางคนได้ผลว่าไม่ทราบเรื่องการจัดเสวนา นั่นหมายความว่าผู้อำนวยการบางคนไม่สนใจจึงมิได้กระจายข่าวให้ครูในโรงเรียนของตนทราบ เป็นไปได้ว่าเพราะการเสวนาครั้งนี้ไม่มีแรงจูงใจที่ครูยุคใหม่คุ้นเคย นั่นคือ ได้รับค่าใช้จ่ายทุกอย่างทั้งค่าเดินทางและค่าพักแรมในรีสอร์ทชั้นดีรวมทั้งในท้องที่ห่างไกลและตามชายทะเล การจัดเสวนาแบบนี้ดูจะทำกันจนประเพณีแล้วโดยเฉพาะตอนก่อนการสิ้นปีงบประมาณ ในหลาย ๆ กรณีมีลักษณะของการไปพักผ่อนหย่อนใจโดยใช้เงินภาษีของประชาชน
นอกจากนั้น ครูอาจสำคัญผิดว่าตนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างดีแล้ว เพราะสามารถท่องได้จนขึ้นใจว่าประกอบด้วย “สามห่วงสองเงื่อนไข” เรื่องนี้ไม่มีความแตกต่างกับการท่องศีลห้า ซึ่งผู้ท่องได้ไม่เคยทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติ เมืองไทยจึงมีความฉ้อฉลสูงมาก ทั้งที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน หรือความไม่สนใจอาจเกิดจากครูรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแตกฉานในทุกด้านแล้วจริงๆ แต่ปัจจัยนี้ไม่น่ามีน้ำหนักมากนัก เนื่องจากเนื้อหาของหนังสือที่เสวนากัน มีมิติเศรษฐกิจที่ไม่มีใครพูดถึงอย่างครอบคลุมมาก่อน และครูโดยทั่วไปไม่มีภูมิหลังทางเศรษฐศาสตร์ ความไม่สนใจจึงน่าจะเกิดจากความไม่ใฝ่รู้ของผู้บริหารโรงเรียนและครูมากกว่า ปัจจัยนี้มีนำหนักมากเนื่องจากสะท้อนผลการศึกษาที่สรุปว่าคนไทยโดยทั่วไปแทบไม่อ่านหนังสือ
ดังเป็นที่ทราบกันดี องค์ความรู้ใหม่ในสมัยนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่ผู้ใฝ่รู้ยังมักตามองค์ความรู้ใหม่ไม่ทัน หากครูไม่ใฝ่รู้ ครูจะเป็นผู้ล้าหลังเพิ่มขึ้นทุกวัน ครูเป็นผู้นำในด้านการชี้ทางสู่อนาคตผ่านการพัฒนาคน หากผู้ชี้ทางนับวันจะล้าหลัง ทางนั้นจะสว่างพอหรือ?






