ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความ “อย่าให้เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็น
Brexit ภาค 2” เตือนถึงความเป็นไปได้ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ถ้ากลุ่มชนชั้นผู้นำ (Elites) ในสหรัฐยังไม่ตระหนักถึงช่องว่างที่มีอยู่ในการมองปัญหาประเทศระหว่างชนชั้นผู้นำและผู้ใช้แรงงาน ทำให้ประเมินความรู้สึกของสังคมผิดพลาด นำไปสู่ผลการเลือกตั้งที่ชนชั้นผู้นำเองอาจไม่อยากเห็น ซึ่งก็ได้เกิดขึ้น
ในบริบทนี้ ชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมพ์ในการเลือกตั้งอาทิตย์ที่แล้ว สะท้อนชัดเจนถึงพลังของช่องว่างนี้อย่างน้อยในสามมิติ
หนึ่ง ผลคะแนนเลือกตั้งเป็นชัยชนะที่เด็ดขาด เกินความคาดหมายของคู่แข่งทางการเมือง ตลาดการเงิน และสื่อมวลชนสหรัฐ โดยนายโดนัลด์ ทรัมพ์ ได้คะแนนเสียงตามเขตเลือกตั้งหรือ electoral votes 279 เสียง เทียบกับนางคลินตันที่ได้ 228 เสียง แม้จากจำนวนประชาชนที่ลงคะแนนทั้งหมด นายโดนัลด์ ทรัมพ์จะได้ 59.6 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 47 เทียบกับนางคลินตันที่ได้มากกว่าคือ 59.8 ล้านเสียง หรือร้อยละ 48 (ข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559)
สอง ชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมพ์ ได้ช่วยให้พรรครีพับลิกันมีจำนวนที่นั่งในสภาล่างของสหรัฐมากขึ้นกว่าเดิม คือ 239 ที่นั่ง และเป็นเสียงข้างมากของสภาเทียบกับพรรคเดโมแครต (Democrat) ที่ได้ 192 ที่นั่ง และในสภาสูงของสหรัฐ พรรครีพับลิกันก็ได้จำนวนที่นั่งเพิ่มเป็นเสียงข้างมากเช่นกัน คือได้ 51 ที่นั่งเทียบกับพรรคเดโมแครต 48 ที่นั่ง ทำให้พรรครีพับลิกันจะคุมเสียงข้างมากทั้งในสภาล่างและสภาสูงของสหรัฐ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี 1928 ทำให้นายโดนัลด์ ทรัมพ์ จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐที่มีอำนาจทางการเมืองมากที่สุด ทั้งในการบริหารและการขับเคลื่อนกฎหมาย
สาม การเลือกตั้งสะท้อนการทำงานของระบบประชาธิปไตยที่ให้โอกาสประชาชนสามารถเปลี่ยนและเลือกผู้นำประเทศที่ตนต้องการได้ แม้คนที่ต้องการจะเป็นคนนอกที่ไม่มีประสบการณ์เป็นนักการเมืองอาชีพมาก่อน หรือเป็นคนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากในแง่บุคลิก นโยบาย และภาวะผู้นำโดยสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ แต่ระบบประชาธิปไตยสหรัฐ ก็เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์เลือกผู้นำที่ตนต้องการ มีผู้แพ้ ผู้ชนะ และมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองตามกติกา นี่คือ ความเข้มแข็งของระบบประชาธิปไตย
แต่บทเรียนสำคัญที่การเลือกตั้งในสหรัฐอาทิตย์ที่แล้วชี้ให้เห็นก็คือ พลังของประชาชนที่เบื่อหน่ายกับสิ่งที่มีอยู่ ต้องการการเปลี่ยนแปลงและสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ แม้จะไม่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะดีกว่าปัจจุบันหรือไม่ ประเด็นนี้ นายโดนัลด์ ทรัมพ์ได้พูดชัดเจนหลังรับทราบผลการเลือกตั้งว่า ชัยชนะของเขาครั้งนี้ไม่ใช่เพราะแคมเปญหาเสียง แต่มาจากพลังขับเคลื่อน (movement) ของคนจำนวนมากในประเทศที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง
ในประเด็นนี้ ถ้าจะวิเคราะห์เบื้องหลังชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมพ์ เทียบกับกรณี Brexit ที่ประเทศอังกฤษเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชัดเจนว่า ทั้งสองกรณีสะท้อนความรู้สึกของสังคมที่เบื่อหน่ายต่อสิ่งที่มีอยู่ และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความไม่พอใจนี้มาจากสามประเด็นที่คล้ายกันทั้งในสหรัฐและในอังกฤษคือ
หนึ่ง ไม่พอใจการเมืองและการทำหน้าที่ของนักการเมือง นำไปสู่ความเกลียดชังนักการเมืองเพราะนักการเมืองดูจะไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ ซ้ำยังกลับสร้างปัญหาใหม่ และมองว่านักการเมืองมุ่งตอบสนองผลประโยชน์ของนักธุรกิจหรือกลุ่มทุนใหญ่ที่สนับสนุนตนมากกว่าที่จะทำงานเพื่อดูแลผลประโยชน์ของประชาชนหรือของส่วนรวม ความเกลียดชังนี้ทำให้คนหน้าใหม่ที่ไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน แม้จะทำหรือพูดผิดบ้างทางการเมือง (politically incorrect) ก็ยังดูเป็นความหวังให้กับประเทศได้มากกว่านักการเมืองที่อยู่ในวงการการเมืองมานาน
สอง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มาจากกระบวนการโลกาภิวัตน์และนโยบายการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนภายใต้ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ที่ทำให้กลุ่มคนที่ร่ำรวยที่ใกล้ชิดกระแสทุนโลก และใกล้ชิดอำนาจรัฐในการทำนโยบาย จะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาก ขณะที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานและคนชั้นกลางแทบจะไม่ได้ประโยชน์ ซ้ำมาตรฐานความเป็นอยู่กลับตกต่ำลง เป็นความผิดหวังในนโยบายเศรษฐกิจและในความจริงใจของผู้นำประเทศที่จะแก้ไขปัญหา ผลคือ เกิดความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ การทุจริตคอร์รัปชันที่รุนแรง การก่อการร้าย และการเติบโตของแนวคิดสุดโต่งของกลุ่มหัวรุนแรงต่างๆ สำหรับประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ความผิดหวังนี้ได้ถูกแสดงออกในรูปของการออกเสียงปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ (protest vote) เช่นกรณีของ Brexit ที่อังกฤษ และล่าสุดกรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอาทิตย์ที่แล้ว
สาม นโยบายเปิดรับคนอพยพต่างชาติเข้าประเทศ หรือประเด็นการทำงานของคนต่างชาติในประเทศได้เป็นประเด็นชี้ขาดทั้งในสองกรณี คือ ในอังกฤษและสหรัฐ ที่คนส่วนใหญ่ในสองประเทศนี้มองผู้อพยพว่าเป็นภัยคุกคามต่อการมีงานทำและความเป็นอยู่ของตน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนธรรมดาๆที่ต้องการรักษาการมีงานทำเพื่อมีรายได้เลี้ยงครอบครัว มองการไหลเข้าของผู้อพยพว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงในชีวิต นางคลินตันอาจประมาทและไม่เข้าใจความรู้สึกของประชาชนอเมริกันในเรื่องนี้ เมื่อนางกล่าวในช่วงการหาเสียงว่า เราจะไม่สร้างกำแพง แต่จะหาช่องทางให้ผู้อพยพที่เข้ามาในสหรัฐและช่วยเศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสเป็นคนอเมริกัน (path to citizenship) ประโยคนี้ทำให้นายทุนพรรคและผู้อพยพจากต่างประเทศพอใจ แต่สูญเสียความไว้วางใจมหาศาลจากชนชั้นกลางและจากผู้ใช้แรงงานในสหรัฐ เห็นได้จากคะแนนเสียงที่ออกมา เหมือนกรณี Brexit ที่คนอังกฤษนอกกรุงลอนดอนและนอกหัวเมืองใหญ่ลงคะแนนสนับสนุนให้อังกฤษออกจากสมาชิกภาพประชาคมยุโรป
สามประเด็นนี้คือความไม่พอใจที่กำลังขับเคลื่อนพลังของประชาชนในหลายประเทศทั่วโลกให้ปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่และแสวงหาทางเลือกใหม่ เราจึงเห็น Brexit 1.0 ที่อังกฤษ Brexit 2.0 ที่สหรัฐและปีหน้าคงจะเห็น Brexit 3.0 และ 4.0 ในอีกหลายประเทศในยุโรปที่จะมีการเลือกตั้ง เช่น ฝรั่งเศสและเยอรมันนี ชี้ว่าอำนาจทางการเมืองสามารถถูกเปลี่ยนได้โดยประชาชนของประเทศที่เบื่อหน่ายและผิดหวังกับสิ่งที่มีอยู่ ผิดหวังกับปัญหาที่ไม่มีการแก้ไข ไม่พอใจกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่มืดมน และพร้อมแสวงหาทางเลือกใหม่แม้ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนภัยให้กับการเมืองในหลายประเทศขณะนี้






