วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่ออเมริกาต่อต้านตัวเอง

การประท้วงของชาวอเมริกัน ต่อว่าที่ประธานาธิบดีนายโดนัลด์ ทรัมป์

 ต่อนโยบายหลายด้านที่ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งเรื่องการเหยียดผิว ศาสนา และเชื้อชาติ แม้ว่าขณะนี้นายทรัมป์ยังไม่ได้แถลงนโยบายว่ารัฐบาลของเขาจะดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ โดยบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่าการประท้วงน่าจะมีอยู่ต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนายทรัมป์แถลงนโยบายในเดือนมกราคมปีหน้า และต้องติดตามนโยบายต่างๆ ที่ออกมาอีกครั้งว่าจะจุดกระแสความไม่พอใจเพิ่มขึ้นหรือไม่

นโยบายของนายทรัมป์ในช่วงหาเสียง ในเรื่องการกีดกันทางเชื้อชาติและศาสนา ดูเหมือนจะถูกมองว่าเป็นเรื่องล้าหลัง ซึ่งไม่น่าจะเป็นนโยบายที่ดีสำหรับสหรัฐในยุคนี้ ขณะที่สังคมสหรัฐถือมีความหลากหลายอย่างมาก รวมทั้งเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องสิทธิเสรีภาพของโลก แต่นักวิเคราะห์บางคนมองว่านโยบายของนายทรัมป์ที่คนอเมริกันโดนใจหาใช่เรื่องนี้ไม่ แต่เป็นเรื่องนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐต่างหาก เนื่องจากชาวอเมริกันเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ มานานนับสิบปีและยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนนัก

หากพิจารณาถึงนโยบายเศรษฐกิจของนายทรัมป์ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรการทางภาษี และการกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศด้วยนโยบายต่างๆ รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เหมือนจะเป็นการรับปากชาวอเมริกันว่า เศรษฐกิจของอเมริกาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง บางคนวิจารณ์ว่า นโยบายเศรษฐกิจของนายทรัมป์ก็คือประชานิยมดีๆนี่เอง ซึ่งชาวอเมริกันที่ไปเลือกนายทรัมป์ เชื่อว่าหากทำตามนโยบายดังกล่าวจริงๆ ก็จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่ารัฐบาลก่อนหน้านั้น

อันที่จริง การวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งสหรัฐมีค่อนข้างหลากหลายอย่างมาก ตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนถึงเรื่องเล็กๆน้อยน้อย อย่างเช่นเรื่องส่วนตัว แต่มีมุมมองที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องเหยียดเชื้อชาติศาสนาและประชานิยมทางเศรษฐกิจ คือ ประเด็นบทบาทของอเมริกาในเวทีโลก ทั้งทางภูมิศาสตร์การเมืองและบทบาททางเศรษฐกิจ เพราะในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา นับว่าบทบาทของสหรัฐเผชิญกับการท้าทายอย่างมากจากมหาอำนาจอื่นๆและสหรัฐก็สูญเสียอิทธิพลไปมากในหลายภูมิภาคทั่วโลก

นโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจของนายทรัมป์ มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดาผู้นำต่างๆทั่วโลก รวมทั้งบรรดานักธุรกิจชาวอเทริกันเอง ที่ทำธุรกิจข้ามโลกหรือที่เรียกกันว่าบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งหมายความว่าหากนายทรัมป์ทำตามนโยบายที่ว่าไว้จริง จะทำให้กระบวนการโลกาภิวัฒน์ ที่สหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีมานานกว่าครึ่งศตวรรษก็มีอันต้องหยุดชะงักลง ซึ่งเท่ากับว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมมีมหาศาลต่อบรรดาภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ทั้งของชาวอเมริกันเองและธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ

ดังนั้น ต้องติดตามดูว่านายทรัมป์จะสามารถผลักดันนโยบาย ตามที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าในยุคปัจจุบันมีประเทศที่เข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น จีน อินเดีย ดังจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวจากนโยบายปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้ส่งสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจสหรัฐจะมีขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของโลก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะมีบทบาทในการชี้ความเป็นความตายของโลกได้เสมอไป

โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกของเครือข่ายที่แนบแน่นยิ่งขึ้นกว่าศตวรรษที่แล้ว ซึ่งการดำเนินนโยบายที่คิดว่าทำให้เพียงตัวเองเท่านั้นที่รอดปลอดภัย จึงเป็นเหมือนสวนกระแสใหญ่ในโลกของโลกาภิวัฒน์ที่ไม่อาจหยุดยั้งได้โดยง่าย ดังตัวอย่างประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางอย่างจีนและรัสเซียก็ไม่สามารถต้านกระแสได้ และหากดูจากประวัติศาสตร์ของทุนนิยมโลกแล้ว มักจะกวาดสิ่งที่ขัดขวางมันออกไป ดังนั้นจึงต้องรอดูว่าหากนายทรัมป์ ดำเนินนโยบายที่ไปขัดขวางการพัฒนาของมันแล้วจะไปรอดหรือไม่