วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่องโมเดลอุตสาหกรรม 4.0 ในเยอรมัน

ทุกภาคส่วนในเยอรมันเห็นพ้องตรงกันว่า Industry 4.0 จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะนำมาสู่การยกระดับความสามารถการแข่งขันใหม่ในทศวรรษหน้า

สำหรับผู้อ่านที่สนใจติดตามข่าวสารการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของโลกในช่วงนี้ คงอาจคุ้นเคยกับคำว่า Industry 4.0 มาบ้าง เมื่อโลกจริงและโลกเสมือนถูกผนวกรวมเข้าด้วยกัน ภาคบริการโดยเฉพาะภาคการเงินและการธนาคาร น่าจะเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วและเห็นเด่นชัดที่สุด เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจของการแลกเปลี่ยนข้อมูล และมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตลอดจนระบบอัตโนมัติมาใช้มากมายในทุกขั้นตอน

SME และแรงงานไทยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในยุค 2.0 แต่ถ้าจะปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ ช่องว่างและระยะห่างกับประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ จะยิ่งถ่างออกมากขึ้น ทั้งๆที่ศักยภาพและความสามารถของประเทศไทยน่าจะอยู่ในระดับ 3.0 มาได้นานแล้ว เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา คุณสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวไว้ในการประชุม “การขับเคลื่อนไทยแลนด์4.0 ด้วยอุตสาหกรรม4.0” ว่า การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย จำเป็นต้องยกระดับ SMEs และแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ไปสู่ “อุตสาหกรรม4.0” ซึ่งจะสอดรับกับนโยบายใหญ่ “ไทยแลนด์4.0” ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อยกระดับการแข่งขันของประเทศ 

 ความจริงแล้วการเปลี่ยนผ่านหรือยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศครั้งนี้สำคัญมาก ซึ่งจากตัวเลขที่ผมได้มีการพูดคุยกับคนในวงการอุตสาหกรรม ตลอดจนประสบการณ์ที่ผมได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ประเมินว่าเมื่อสิบปีก่อน มีมากกว่าร้อยละ 80 ที่ยังอยู่ในระดับ 2.0 แต่ด้วยผลของการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ทำให้ผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมขยับปรับตัว ที่ยังคงดำเนินการอยู่ในประเทศไทยมีการลงทุนใช้เครื่องจักรเพื่อการผลิตในสัดส่วนที่มากขึ้น ทั้งที่เป็น Semi-auto ไปจนถึงเป็นระบบการผลิตอัตโนมัติในบางกระบวนการ ซึ่งเป็นวงจรของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ประเทศอื่นๆ อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ล้วนผ่านมาแล้วทั้งสิ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังเชื่อว่าอาจยังมีมากถึงร้อยละ 70 ที่ยังปรับตัวไม่ทัน

ดังนั้นแผนการพัฒนา SME ไทยไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในระยะแรก (5ปีแรก) คงต้องเริ่มจากการยกระดับ SME 2.0(Man-Machine) ให้เป็น 3.0(Automationand Computerization) เสียก่อน ในขณะเดียวกันก็เริ่มคัดเลือก SME 3.0 บางส่วนที่มีศักยภาพและความพร้อมเพื่อเป็นโรงงานนำร่องสู่ SME 4.0(Cyber-Physical Production System – CPPS) โดยการสนับสนุนของกระทรวงอุตสาหกรรม

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ถ้าใครได้ติดตามข่าวท่านรองนายรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เดินทางไปชี้แจงการลงทุนณสาธารณรัฐเยอรมนี  โดยมีการหารือกับผู้บริหารของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยเทคนิคดาร์มสตัดซึ่งเป็นศูนย์วิจัยของรัฐบาลเยอรมนีจัดตั้งทั่วประเทศเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเอสเอ็มอี 4.0 ซึ่งที่เยอรมันมีโมเดลการพัฒนาที่เป็นระบบและมีความชัดเจน มีกรณีตัวอย่าง ผลการสำรวจวิจัย และเครื่องมือการประเมินระดับความพร้อมของ SME ตามเกณฑ์การพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 นอกจากนั้นยังมีความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เป็นแบบอย่างได้โดยไม่ยากนัก

การประเมินองค์กรตามเกณฑ์อุตสาหกรรม 4.0 ของเยอรมันนั้น แบ่งออกเป็น 6 หมวด 18 ด้าน ได้แก่

 หมวด 1 Strategy and organization ประเมินภาพรวมและกลยุทธ์ขององค์กรว่ามีแผนกลยุทธ์และการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิต ทั้งในแง่กระบวนการและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มากน้อยเพียงใด โดยลงลึกไปถึงโมเดลธุรกิจ เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีการใช้งาน ระบบการประมวลผลข้อมูลเพื่อการชี้วัด และการสร้างนวัตกรรม แบ่งเป็น 3 ด้าน (1) Business model and strategy (2) Investments และ (3) Innovation management

 หมวด 2 Smart factory โครงสร้างพื้นฐานของโรงงาน ไม่ใช่เพียงแค่การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติเท่านั้น หากแต่ระบบการผลิต ระบบการขนส่ง และกระบวนการในแต่ละขั้นตอน มีความสามารถไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานเชื่อมประสานกัน และยังสามารถเชื่อมโยงไปยังโรงงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยมีการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี แบ่งเป็น 4 ด้าน (4) Digital modelling (5) Equipment infrastructure (6) Data usage และ (7) IT systems

 หมวด 3 Smart operations การดำเนินงานตลอดจนการบริหารงานในส่วนต่างๆผ่านช่องทางการสื่อสารแบบไร้สายและออนไลน์สามารถสั่งการและควบคุมทั้งระยะใกล้ ระยะไกล รวมศูนย์ หรือกระจายความรับผิดชอบ อีกทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศระหว่างแผนก/ฝ่ายต่างๆ แบ่งเป็น 4 ด้าน (8) Cloud usage (9) IT security (10) Autonomous processes และ (11) Information sharing

หมวด 4 Smart products วัตถุดิบสินค้าระหว่างกระบวนการผลิตตลอดจนสินค้าสำเร็จรูปมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการระบุตัวตนสามารถสอบย้อนกลับไปจนถึงข้อมูลสภาพและเงื่อนไขในการผลิตได้ง่าย และวิเคราะห์ไปถึงข้อมูลต่างๆของผลิตภัณฑ์ เป็นการเชื่อมโยงผู้บริโภคกับผู้ผลิต แบ่งเป็น 2 ด้าน (12) Data analytics in usage phase และ (13) ICT add-on functionality

 หมวด 5 Data-driven services เป็นการเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลเพื่อการตลาดการขายและการบริการหลังการขาย แบ่งออกเป็น 3 ด้าน (14) Share of data used (15) Share of revenues และ (16) Data-driven services

 หมวด 6 Employees การพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมในการทำงานยุคอุตสาหกรรม 4.0 ทั้งทัศนคติ ความรู้ และทักษะความสามารถ ซึ่งจะต้องได้รับการยกระดับไปพร้อมกับระบบอื่นๆ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน (17) Skill acquisition และ (18) Employee skill sets

เกณฑ์พื้นฐานในการประเมินศักยภาพและความพร้อมสู่อุตสาหกรรม 4.0 นี้ ยังได้มีการนำมาใช้สำรวจสภาพโรงงานอุตสาหกรรมในเยอรมัน เพื่อให้ทราบสถานะที่แท้จริงและได้รู้ข้อมูลเชิงโครงสร้างในภาพรวม เพื่อจะได้นำไปกำหนดเป็นแผนงานและมาตรการความช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น เพราะใช่ว่าทุกโรงงานอุตสาหกรรมในเยอรมันจะมีความทันสมัยหรืออยู่ในระดับ 4.0 กันเสียทั้งหมด หากส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับ 3.0 และมีจำนวนหนึ่งยังอยู่ในระดับ 2.0 โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่เรียกว่า Mittlestand ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเก่าแก่เป็นรากฐานสำคัญ ที่ขนาดไม่ใหญ่แต่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีศักยภาพและความสามารถในการผลิตและส่งออกไปทั่วโลก ต้องการเงินทุนและความรู้ในเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อการยกระดับกระบวนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ต่อไปในระยะยาว

 ทุกภาคส่วนในเยอรมันเห็นพ้องตรงกันว่า Industry 4.0 จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะนำมาสู่การยกระดับความสามารถการแข่งขันใหม่ในทศวรรษหน้า โดยเชื่อมโยงโลกของการผลิตจริง (Physical production system) กับโลกเสมือนที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิตัล (Cyber-space) กลายเป็นโลกการผลิตแบบใหม่ที่เครื่องจักรในกระบวนการผลิตไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ซึ่งเชื่อมต่อและสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศระหว่างกันได้ (Connected factory) อีกทั้งสามารถประมวลผลข้อมูลคำสั่งนำไปสู่การผลิตแบบอัตโนมัติ ลดช่องว่างและทำงานได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถติดตามตรวจสอบสถานะของการผลิตได้จากที่ใดก็ได้ในโลกแบบทันทีทันใด (Real-time)

 ที่สำคัญคือนโยบายระดับชาตินี้ไม่ได้ขับเคลื่อนหรือผลักดันจากรัฐบาลฝั่งเดียวโดยลำพัง หากแต่มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย (อาทิ Fraunhofer-Gesellschaft) บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเทคโนโลยีชั้นนำ (อาทิ Siemens FESTO ABBBosch และ Osram เป็นต้น) และสมาคมวิชาชีพต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมเทคโนโลยีไฟฟ้าและสารสนเทศ (Association for Electrical, Electronic and Information Technology - VDE) สมาคมเครื่องจักรกล (The Mechanical Engineering Industry Association - VDMA) สมาคมผู้ผลิตสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (The German Electrical and Electronic Manufacturers’ Association - ZVEI) และสมาคมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Federation Association for Information Technology, Telecommunication and New Media - Bitkom)

 การสำรวจภายใต้โมเดลนี้ ได้แยกแยะระดับความพร้อมตามเกณฑ์การประเมินทั้ง 6 หมวด ของโรงงานที่ตอบแบบสำรวจ ออกเป็น 6 ระดับ (ระดับ 0 ถึงระดับ 5) ได้แก่ ระดับ 0Outsider ระดับ 1Beginner รวมทั้งสองระดับ เรียกว่าอยู่ในขั้นเริ่มต้น (Newcomers) ระดับ 2Intermediate เรียกว่า อยู่ในขั้นการเรียนรู้และทดลอง (Learners) ระดับ 3Experienced ระดับ 4Expert และระดับ 5Top performer ทั้ง 3 ระดับบนรวมเรียกว่าอยู่ในขั้นผู้นำ (Leaders) ซึ่งสิ่งที่จะต้องลงทุนหรือดำเนินการ (Action to be taken) ในแต่ละขั้นจะแตกต่างกันไป

 จากผลสำรวจในภาพรวมเมื่อปี 2015 พบว่า ร้อยละ 38.9 อยู่ในระดับ 0 ร้อยละ 37.6 อยู่ในระดับ 1 ร้อยละ 17.9 อยู่ในระดับ 2 หรือประมาณร้อยละ 90 ของบริษัทที่ถูกสำรวจยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นที่จะเข้าสู่ระบบการผลิตแบบ 4.0 ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 4.6 อยู่ในระดับ 3 (อยู่ระหว่างดำเนินการ) และมีร้อยละ 1.0 อยู่ในระดับ 4 (ดำเนินการเป็นผลแล้ว) และยังไม่มีระดับ 5 นั่นแสดงว่าส่วนใหญ่ที่สำรวจนั้นอยู่ในระบบการผลิตยุค Industry 3.0 ซึ่งถ้าหันมามองในประเทศไทย อาจจะยังไม่มีการสำรวจอย่างเป็นทางการ แต่มีการคาดการณ์กันว่าอาจมีสูงถึงร้อยละ 80 ที่ยังอยู่ในระบบการผลิตยุค 2.0 และที่เหลืออยู่ในการผลิตยุค 3.0 ดังนั้นแผนงานและมาตรการในช่วงแรกของประเทศไทย อาจจะต่างจากสหพันธรัฐเยอรมัน ถ้าจัดทำเป็นแผนชาติ (Master plan) แบบ 15 ปี อาจจะแบ่งเป็น 3 ช่วง (ช่วงละ 5 ปี) คือ 5 ปีแรก มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรม 2.0 (ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ) ไปสู่ 3.0 ก่อนจำนวนหนึ่ง และดำเนินการวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตต้นแบบ 4.0 ที่เหมาะสมกับประเทศไทยควบคู่ไปพร้อมกัน

 จากนั้นในระยะ 5 ปีที่สอง จึงทำการขยายผลในกลุ่มอุตสาหกรรม 2.0 ที่ยังหลงเหลืออยู่ และนำองค์ความรู้จากโรงงานต้นแบบ 4.0 มาทดลองในโรงงานที่อยู่ในระดับ 3.0 โดยในระยะ 5 ปีสุดท้ายของแผน จะเก็บตกโรงงาน 2.0 ที่ยังเหลืออยู่ และขยายผลการยกระดับโรงงาน 3.0 เป็น 4.0 ให้มากขึ้น เชื่อว่าถ้าทำงานอย่างจริงจัง มีการร่วมมือกันจากทั้งภาครัฐและเอกชนแบบที่รัฐบาลเรียกว่า ประชารัฐ เมื่อถึงปี ค.ศ. 2020 หรือในอีก 14 ปีข้างหน้า น่าจะมีโรงงานที่ผลิตด้วยระบบ 4.0 จากเดิมที่ยังไม่มีในปัจจุบันเพิ่มขึ้น แล้วแต่ว่ารัฐบาลจะตั้งเป้าหมายไว้ที่เท่าไร เช่นมีโรงงาน 4.0 ร้อยละ 20 จากที่ปัจจุบันยังไม่มี และโรงงานที่เหลือส่วนใหญ่ขยับจาก 2.0 มาเป็น 3.0 แล้วมากกว่าครึ่ง เป็นต้น

 เชื่อว่าถ้ามีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง มีงบประมาณและความช่วยเหลือเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนในทุกด้าน ความสามารถการแข่งขันและผลิตภาพของไทยจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน มีคนถามว่าถ้าจะดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจนในเอเชีย จะดูได้จากที่ไหน ครั้งหน้าจะมาสาธยายให้ได้อ่านกันครับ