วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดาวเทียมสมบัติชาติ ปัญหาที่ต้องแก้ชาตินี้

ปัญหาสัมปทานดาวเทียมไทยคม ถือเป็นหนึ่งในเรื่องเรื้อรัง

ที่เปิดประเด็นขึ้นมาหลายปี ผ่านรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย มีคนถูกลงโทษเอาผิดไปหลายคน รูปแบบวิธีการดำเนินกิจการก็เปลี่ยนไปจากระบบสัมปทานภายใต้กระทรวงคมนาคม มาเป็นของกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แต่ระบบสัมปทานดาวเทียมได้ถูกยกเลิก แปรเปลี่ยนไปเป็นระบบใบอนุญาตภายใต้อำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามกฎหมาย แต่การจองวงโคจรยังเป็นสิทธิของกระทรวงดีอี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล (แต่การดำเนินการนั้น เป็นเรื่องที่เอกชนจัดการทั้งหมดตามความเห็นชอบของรัฐ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในวงการ เพราะประเทศอื่นๆ ก็ดำเนินการเช่นเดียวกัน จากความคล่องตัวของเอกชนนั่นเอง)

ข้อมูลระบุว่า เดิมกิจการดาวเทียมอยู่ในระบบสัญญาสัมปทานมีอายุสัมปทาน 30 ปี คือตั้งแต่ปี 2534-2564 โดยกระทรวงไอซีที มีหน้าที่เก็บค่าสัมปทานอัตรา 20.5%ต่อปี หากเมื่อมี พ.ร.บ.กสทช.กำหนดให้ผู้ประกอบการดาวเทียม จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแทนในอัตรา 2% ต่อปี และจ่ายเข้ากองทุนยูเอสโออัตรา 3.75% ต่อปีในปัจจุบัน ทำให้รัฐบาลมีรายได้จากกิจการดาวเทียมน้อยลง นักวิชาการ และรัฐบาลปัจจุบัน จึงมีแนวคิดจะเจรจาให้กิจการดาวเทียมเข้าสู่ระบบสัมปทานเช่นเดิม แต่ถ้าการเจรจาไม่ทำให้กิจการดาวเทียมกลับมาสู่ระบบสัมปทานได้ ก็มีทางเลือกให้กระทรวงไอซีที ไปกำหนดเงื่อนไขใหม่โดยทำสัญญาเป็น Deed of Agreement เพื่อ กำหนดเงื่อนไขให้จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงต้องเปิดให้บริการกับภาครัฐด้วยเพื่อให้รัฐได้ผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าค่าสัมปทานที่เคยได้รับ โดยมองผลทั้งรายได้ และความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยในการใช้งานดาวเทียม

เรื่องดังกล่าว พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงไอซีที ได้มอบหมายกระทรวงไปดำเนินการตั้งแต่เดือน พ.ค.2559 เวลาผ่านไปถึงปัจจุบัน ในวันที่รองนายกรัฐมนตรีพล.อ.อ.ประจิน เข้านั่งรักษาราชการรัฐมนตรีกระทรวงดีอี ที่เปลี่ยนชื่อมาจากกระทรวงไอซีที ทุกอย่างยังคงสงบนิ่ง ไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง กระทั่งล่าสุด ได้มอบหมายปลัดกระทรวงใหม่ป้ายแดง นางสาววิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ตรวจสอบดูบริบทที่เกี่ยวข้องทั้งกฎหมายการให้บริการ ผลประโยชน์ของการต่อสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคมดวงที่ 6 ที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานเพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการพิจารณามากที่สุด รวมทั้งต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการพิจารณาการดำเนินการของดาวเทียมดวงที่ 7 และ 8 ดำเนินการในลักษณะขอใบอนุญาต ซึ่งต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อกฎหมายที่มี

พล.อ.อ.ประจิน เห็นว่า จะต้องมีฝ่ายกฎหมายเข้ามาดูเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องซับซ้อนมาก และเกรงจะกระทบต่อประชาชน ซึ่งต้องใช้กฎหมายเป็นตัวตั้ง แล้วนำรายละเอียดการดำเนินการที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มสัมปทานปี 2535 มาตรวจสอบข้อตกลง และเจตนาว่ามีอะไรบ้าง

เรื่องดังกล่าวนับว่ายืดเยื้อ และเกี่ยวพันทางการเมืองมาโดยตลอด ฟากรัฐก็ยังไม่ดำเนินการใดๆ ให้จบสิ้นเด็ดขาดลงไป ส่วนของฟากเอกชนผู้ประกอบการก็ขยับลำบาก การทำธุรกิจ กิจการใดๆ หากมีความชัดเจน แน่นอนว่าเอกชนต้องจ่ายค่าตอบแทนอัตราเท่าไร ตั้งแต่เมื่อไร ถึงเมื่อไร การวางแผนธุรกิจก็จะสะดวก คล่องตัวขึ้น หรือจะพิจารณาถึงว่า หากเปิดเสรีกิจการดาวเทียม มีผู้แข่งขันมากรายขึ้น จะทำเงินรายได้เข้ารัฐมากขึ้น เรื่องนี้รัฐต้องตัดสินใจ และดำเนินการ อย่ารอช้า เมื่อเห็นว่า ดาวเทียมคือสมบัติชาติ ก็ต้องเร่งแก้ปัญหากันชาตินี้ อย่าปล่อยให้รอเรื้อรัง ไม่มีสิ้นสุด