หลายเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่านักลงทุนทั่วโลก จะวางแผนการลงทุนตามกระแสระยะสั้น
โดยเฉพาะผลการประชุมของธนาคารกลางสำคัญๆของโลก จนมองข้ามเรื่องราวดีๆ ที่อาจมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดัน SET Index ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย
ยิ่งวานนี้ (9 พ.ย.) ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐตกเป็นของ “โดนัลด์ ทรัพป์” ภาพเหวี่ยงลงแรงยิ่งชัดเจน จากตลาดหุ้นทั่วโลกที่ทรุดแรง
โดยตลอดเดือนพ.ย.นี้ นักลงทุนยังต้องคอยนั่งลุ้นผลประชุมของ 4 ธนาคารกลาง นั่นคือ ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA)
แม้โบรกเกอร์หลากหลายสำนักจะลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “นโยบายการเงินคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” แต่เชื่อว่า ก่อนผลการประชุมจะออกเพียงไม่กี่วัน ตลาดหุ้นทั่วโลกต้องผันผวนตามแรงวิตกกังวล ซึ่งที่มาผ่านก็มีอาการเช่นนี้ตลอด
ไม่ว่าผลการประชุมจะออกมาหน้าตาเช่นไร เรื่องหนึ่งที่เหล่านักวิเคราะห์พยายามสงสารให้นักลงทุนทุกระดับชั้นรับรู้ นั่นคือ “ตลาดหุ้นเอเชียไม่ขี้เหร่” สะท้อนผ่าน “จุดเด่น” หลากหลายประการ เช่น
- ตลาดหุ้นเอเชียโดยรวม “ใหญ่เป็นที่ 2” รองจากตลาดหุ้นสหรัฐ หากวัดตามมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด (Market Capitalization) ปัจจุบันมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นสหรัฐ คิดเป็น 38.8% ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียอยู่ที่ 32.8%
ฉะนั้นเงินทุนโลกย่อมละทิ้งไปไหนได้ไม่นาน
ยิ่งในช่วง 10 ปีข้างหน้า (2559-2568) มีแนวโน้มว่า ขนาดเศรษฐกิจเอเชียจะขยายขนาดขึ้นสู่ระดับ 45% ของ GDP โลก ภายในปี 2568 ยิ่งทำให้ตลาดหุ้นเอเชียแลดูน่าสนใจอย่างมาก (ตัวเลขมาจากการวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัย OXFORD)
ที่ผ่านมาขนาดเศรษฐกิจเอเชียวัดโดย GDP เป็นดอลลาร์ ตามระบบ Purchasing Power Parity (PPP) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จาก 23.2% ในปี 2533 เป็น 38.8% ในปี 2557 ตัวเลขการเติบโตลักษณะนี้ บ่งบอกว่า เอเชียกำลังจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางความเจริญของโลก
- กลุ่มเอเชียยังสามารถใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ สะท้อนผ่านอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่อยู่ในระดับต่ำ บ่งชี้ว่า มีวินัยทางการคลังสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราส่วนหนี้สาธารณะสูง “หลักร้อยเปอร์เซ็นต์” ตัวเลขสูงสุดต้องยกให้ “ประเทศญี่ปุ่น” ที่อยู่สูงถึง 229.2%
- เอเชียยังคงมีอัตราการว่างงานต่ำกว่าทุกทวีปในโลก ต่ำสุดต้องยกให้ “ไทย” ที่อยู่ระดับ 1% ปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ในโลกยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก สะท้อนผ่านตัวเลขอัตราว่างงานที่อยู่เกิน 5%
- ประเทศในเอเซียส่วนใหญ่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล แปลว่า มีเสถียรภาพภายนอกประเทศ เมื่อเทียบกับลาตินอเมริกาส่วนใหญ่ที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากเหตุน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ขณะที่เขตเศรษฐกิจยูโร เริ่มกลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว
- เอเชียยังต้องขยายตัวและพัฒนาประเทศอีกมาก ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่น้อยกว่า 8.1 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับประชาชนในชนบทให้มีความเป็นอยู่แบบพอยังชีพจนกลายเป็นผู้บริโภคในเมือง เป็นต้น (ข้อมูลจาก บล.เอเชีย เวลท์)
ทว่าหากพิจารณาจาก “ความสวยฉบับย่อ” ของตลาดหุ้นเอเชีย บวกกับพฤติกรรม Fund Flow ต่างชาติ ที่ไหลเข้า “ตลาดหุ้นเอเชีย” ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา เฉลี่ย 35,770 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ฟิลิปปินส์ อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี และไต้หวัน ทำให้พอคาดเดาได้ว่า เงินลงทุนต่างชาติจะไหลเข้ามามากระดับไหน หากต่างชาติงัดสตอรี่ระยะยาวเหล่านี้ขึ้นมาสร้างเงินในกระเป๋า






