วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้นเอเชีย "ไม่ขี้เหร่"

หลายเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่านักลงทุนทั่วโลก จะวางแผนการลงทุนตามกระแสระยะสั้น

 โดยเฉพาะผลการประชุมของธนาคารกลางสำคัญๆของโลก จนมองข้ามเรื่องราวดีๆ ที่อาจมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดัน SET Index ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ยิ่งวานนี้ (9 พ.ย.) ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐตกเป็นของ “โดนัลด์ ทรัพป์” ภาพเหวี่ยงลงแรงยิ่งชัดเจน จากตลาดหุ้นทั่วโลกที่ทรุดแรง

โดยตลอดเดือนพ.ย.นี้ นักลงทุนยังต้องคอยนั่งลุ้นผลประชุมของ 4 ธนาคารกลาง นั่นคือ ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA)

แม้โบรกเกอร์หลากหลายสำนักจะลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “นโยบายการเงินคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” แต่เชื่อว่า ก่อนผลการประชุมจะออกเพียงไม่กี่วัน ตลาดหุ้นทั่วโลกต้องผันผวนตามแรงวิตกกังวล ซึ่งที่มาผ่านก็มีอาการเช่นนี้ตลอด

ไม่ว่าผลการประชุมจะออกมาหน้าตาเช่นไร เรื่องหนึ่งที่เหล่านักวิเคราะห์พยายามสงสารให้นักลงทุนทุกระดับชั้นรับรู้ นั่นคือ “ตลาดหุ้นเอเชียไม่ขี้เหร่” สะท้อนผ่าน “จุดเด่น” หลากหลายประการ เช่น

  1. ตลาดหุ้นเอเชียโดยรวม “ใหญ่เป็นที่ 2” รองจากตลาดหุ้นสหรัฐ หากวัดตามมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด (Market Capitalization) ปัจจุบันมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นสหรัฐ คิดเป็น 38.8% ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียอยู่ที่ 32.8%

ฉะนั้นเงินทุนโลกย่อมละทิ้งไปไหนได้ไม่นาน

ยิ่งในช่วง 10 ปีข้างหน้า (2559-2568) มีแนวโน้มว่า ขนาดเศรษฐกิจเอเชียจะขยายขนาดขึ้นสู่ระดับ 45% ของ GDP โลก ภายในปี 2568 ยิ่งทำให้ตลาดหุ้นเอเชียแลดูน่าสนใจอย่างมาก (ตัวเลขมาจากการวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัย OXFORD)

ที่ผ่านมาขนาดเศรษฐกิจเอเชียวัดโดย GDP เป็นดอลลาร์ ตามระบบ Purchasing Power Parity (PPP) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จาก 23.2% ในปี 2533 เป็น 38.8% ในปี 2557 ตัวเลขการเติบโตลักษณะนี้ บ่งบอกว่า เอเชียกำลังจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางความเจริญของโลก

  1. กลุ่มเอเชียยังสามารถใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ สะท้อนผ่านอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่อยู่ในระดับต่ำ บ่งชี้ว่า มีวินัยทางการคลังสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราส่วนหนี้สาธารณะสูง “หลักร้อยเปอร์เซ็นต์” ตัวเลขสูงสุดต้องยกให้ “ประเทศญี่ปุ่น” ที่อยู่สูงถึง 229.2%
  2. เอเชียยังคงมีอัตราการว่างงานต่ำกว่าทุกทวีปในโลก ต่ำสุดต้องยกให้ “ไทย” ที่อยู่ระดับ 1% ปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ในโลกยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก สะท้อนผ่านตัวเลขอัตราว่างงานที่อยู่เกิน 5%
  3. ประเทศในเอเซียส่วนใหญ่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล แปลว่า มีเสถียรภาพภายนอกประเทศ เมื่อเทียบกับลาตินอเมริกาส่วนใหญ่ที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากเหตุน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ขณะที่เขตเศรษฐกิจยูโร เริ่มกลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว
  4. เอเชียยังต้องขยายตัวและพัฒนาประเทศอีกมาก ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่น้อยกว่า 8.1 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับประชาชนในชนบทให้มีความเป็นอยู่แบบพอยังชีพจนกลายเป็นผู้บริโภคในเมือง เป็นต้น (ข้อมูลจาก บล.เอเชีย เวลท์)

ทว่าหากพิจารณาจาก “ความสวยฉบับย่อ” ของตลาดหุ้นเอเชีย บวกกับพฤติกรรม Fund Flow ต่างชาติ ที่ไหลเข้า “ตลาดหุ้นเอเชีย” ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา เฉลี่ย 35,770 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ฟิลิปปินส์ อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี และไต้หวัน ทำให้พอคาดเดาได้ว่า เงินลงทุนต่างชาติจะไหลเข้ามามากระดับไหน หากต่างชาติงัดสตอรี่ระยะยาวเหล่านี้ขึ้นมาสร้างเงินในกระเป๋า