ช่วง 2-3 สัปดาห์มานี้ งานใหญ่สำหรับรัฐบาล เห็นทีจะเป็นการออกมาตรการช่วยเหลือชาวนา
ผู้ที่ปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเปลือกเจ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบและความเดือดร้อนของชาวนา ปัญหาเดือดร้อนราคาข้าวตกต่ำ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยก็ว่าได้
การแก้ปัญหาหรือช่วยเหลือย่อมที่จะแตกต่างกันไป อยู่ที่ว่าการเมืองแก้ปัญหาเพื่อหวัง“ฐานเสียง”กับการใช้งบประมาณจำนวนมาก หรือรัฐบาลปัจจุบันที่กำลังแก้ปัญหาอยู่เพื่อความเป็นธรรม โดยไม่ใช้“เงิน”เป็นตัวนำเหมือนที่ผ่านมาๆ นั่นเอง
จริงๆ ปัญหาราคาข้าวตกต่ำน่าจะมีปัจจัยมาจากหลายส่วนอย่างที่รู้ๆกัน ไม่ว่าจะเป็นราคาซื้อขายในตลาดโลก ,การรับซื้อข้าวจากผู้ส่งออกไทย ,การรับซื้อข้าวจากพ่อค้าหรือหยง ,โรงสี ,ผลผลิตในประเทศ ผลผลิตประเทศคู่แข่ง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาข้าวมีทั้งขึ้นและลงตลอดเวลา
แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่าเรื่องเหล่านี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใส่ใจ และติดตามข้อมูลมากน้อยแค่ไหน หรือปล่อยให้ผู้ค้าข้าวในตลาด“ไม่กี่ราย” ใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินกดราคารับซื้อหรือไม่
จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริง อย่าปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ใช้เป็นช่องทางทำมาหากินแล้วเอาเปรียบพี่น้องชาวนาอย่างที่เป็นอยู่
มีผู้ส่งออกบางรายแจ้งต่อที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าราคาข้าวหอมส่งออกอยู่ที่ตันละกว่า 700 เหรียญ แต่ทำไมเวลาซื้อขายล่วงหน้ากันจริงอยู่ที่ 500 กว่าเหรียญ หรืออยู่ที่กก.ละ 16 บาทกว่าๆ ยิ่งไปกว่านี้ผู้ส่งออกจำนวนไม่น้อย มีการซื้อข้าวล่วงหน้า ส่งมอบเดือนธ.ค. 2559 และเดือนม.ค.2560 ถึงรับซื้อราคาถูกมาก
ปัญหาราคาข้าวตกต่ำทีไร โรงสีดูเหมือนเป็น“กลุ่มแรก”ที่ถูกมองว่าเอาเปรียบชาวนา ทำไมถึงไม่ไปมองที่ราคาส่งออกกันบ้าง ว่าแท้จริงเป็นอย่างไร ราคาซื้อขายล่วงหน้าที่ถูกๆเป็นเพราะอะไร หรือไม่ก็ควรเอาทุกฝ่ายมานั่งปิดห้องคุยแคะแกะให้เกลี้ยง หาต้นสายปลายเหตุของปัญหา ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้เสียกับโรงสีแม้แต่น้อย แน่นอนทั้งโรงสีและผู้ส่งออกมีทั้งดีและไม่ดี
แต่ทำไมกลับมี “มือที่มองไม่เห็น” ในกระทรวงพาณิชย์ ถึงกับสั่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ตรวจสอบการซื้อขายข้าวเฉพาะโรงสี แล้วบอกว่าผู้ส่งออกไม่ต้องตรวจสอบ ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นในสังคมวันนี้






