วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Trump VS Clinton (4): จดหมายถึง CEO Thailand Inc.

เรียน ท่าน CEO บริษัท ประเทศไทย จำกัด

เรื่อง ผลกระทบของการเลือกตั้งสหรัฐต่อทิศทางบริษัทในอนาคต

ก่อนอื่น ผมขอเรียนท่านถึงสาเหตุที่ผมต้องเขียนจดหมายฉบับนี้ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสหรัฐ โดยผมมองว่า สหรัฐมีความสำคัญกับไทยมากทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น การวิเคราะห์ถึงภูมิลักษณ์ด้านต่างๆ หลังสหรัฐในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ จะทำให้บริษัทของเราได้เตรียมพร้อมทั้งด้านความเสี่ยงและโอกาสในอนาคต

ในขณะที่ผมกำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ โลกยังไม่รับทราบถึงผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมจึงขออนุญาตคาดการณ์ผลการเลือกตั้งที่เป็นไปได้มากที่สุด 2 กรณี

กรณีแรก คือ นางฮิลารี่ คลินตัน จากพรรคดีโมแครตได้ตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งกรณีนี้จะมาคู่กับการที่วุฒิสภาเสียงข้างมากเป็นของพรรคดีโมแครต ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นของรีพับบริกกัน ส่วนกรณีที่สอง คือ นายโดนัลด์ ทรัมพ์ จากพรรครีพับบริกกันได้ตำแหน่ง ซึ่งในกรณีนี้ พรรครีพับบริกกันจะได้ครองตำแหน่งทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรด้วย

นั่นเป็นเพราะการเลือกตั้งในครั้งนี้ หากประธานาธิบดีมาจากพรรคใด น่าจะมีโมเมนตัมดึงให้ผู้สมัครวุฒิสมาชิก (ที่ปัจจุบันสูสีกันมาก) จากพรรคเดียวกันได้ด้วย แต่โอกาสที่จะดึงผู้สมัครสภาผู้แทนฯ นั้นทำได้ลำบากกว่า

ขั้นต่อไป ผมจะขอคาดผลกระทบของทั้งสองกรณีใน 4 ประเด็นหลัก คือ การเมือง การคลัง การต่างประเทศ และเศรษฐกิจการเงิน

ในกรณีแรกที่นางคลินตันได้ประธานาธิบดี ความเสี่ยงสูงสุดจะมาจากด้านการเมือง เนื่องจากสภาคองเกรสมาจากสองพรรค จะทำให้เป็นลักษณะสภาแตก การออกกฎหมายต่างๆ ทำได้ยาก นอกจากนั้น ปัญหาอีเมล์ที่นางคลินตันใช้ Server ส่วนตัวในขณะที่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศนั้น อาจทำให้เกิดความยุ่งยากในระยะต่อไป (แม้ทาง FBI จะออกมากล่าวว่ายังไม่พบความผิดแล้วก็ตาม) และหากรุนแรงอาจนำไปสู่การที่สภาพิจารณาไม่ไว้วางใจประธานาธิบดี (impeachment) เช่นเดียวกับในยุคประธานาธิบดีนิกสันได้

ขณะที่ด้านอื่นๆ นั้น ในยุคของนางคลินตันน่าจะไม่เสี่ยงมากเท่า ไม่ว่าจะเป็นด้านการคลัง ที่ประกาศว่าจะทำนโยบายโครงสร้างพื้นฐานจำนวน 2.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น อาจเป็นไปได้ยากเนื่องจากการขึ้นภาษี รวมถึงตั้งธนาคารสาธารณูปโภค (Infrastructure bank) เพื่อระดมทุนนั้นไม่น่าจะผ่านการเห็นชอบจากสภา แต่ข้อดีคือเสถียรภาพการคลังของสหรัฐในยุคนางคลินตันน่าจะยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง

ด้านการต่างประเทศ ประสบการณ์จากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของนางคลินตัน น่าจะทำให้ความสัมพันธ์กับต่างชาติในยุคของเธอเป็นไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม ลักษณะในการทำงานของเธอที่แข็งกร้าวกว่าโอบามาน่าจะทำให้ต่างชาติอาจยำเกรงสหรัฐมากขึ้นกว่าปัจจุบัน

ด้านการเงินและเศรษฐกิจ ยุคของเธอน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะทำให้ภาคการเงินโลกตึงตัวขึ้นบ้างแต่ไม่มากนัก ดอลลาร์อาจแข็งค่าได้ขึ้นอีกเล็กน้อยกว่าระดับปัจจุบัน นอกจากนั้น การที่คลินตันประกาศชัดเจนว่าจะเพิ่มกฎระเบียบให้กับบริษัทใหญ่ที่ได้กำไรมากนั้น อาจฉุดรั้งให้การลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐรวมถึงทั่วโลกจะยังคงซึมเซาคล้ายปัจจุบัน

ในกรณีที่สอง ในยุคของทรัมพ์ ประเด็นที่เสี่ยงสูงสุดได้แก่การต่างประเทศ เนื่องจากโอกาสที่จะเกิดสงครามการค้า สงครามค่าเงิน รวมถึงสงครามจริงๆ นั้นเป็นไปได้มากขึ้น โดยในส่วนของสองสงครามแรกนั้นเป็นไปได้สูง เนื่องจากแนวนโยบายของทรัมพ์คือกระแสต่อต้านการเปิดเสรี (Protectionism) ซึ่งจะทำให้การค้า การลงทุน รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นไปได้ยากขึ้น และอาจนำไปสู่การแข่งกันขึ้นกำแพงภาษี ส่วนกรณีของสงครามจริง ๆ นั้น เป็นไปได้เช่นกัน โดยแม้ว่าทรัมพ์จะญาติดีกับรัสเซีย แต่ท่าทีที่แข็งกร้าวอาจนำไปสู่ “อุบัติเหตุ” กับจีนรวมถึงกับประเทศในตะวันออกกลางมากขึ้น

ในส่วนของการเมืองนั้น ปัญหาทางการเมืองอาจมีมากขึ้นกว่าปัจจุบัน อันเป็นผลจากนิสัยส่วนตัวที่พร้อมชนไปทั่ว ทำให้อาจทำความตกลงกับสภายาก แม้ทั้งสองสภาจะเป็นพรรคเดียวกันกับประธานาธิบดีก็ตาม แต่ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านการเมืองอาจไม่สูงเท่ากรณีนางคลินตัน ทำให้การออกกฎหมายเป็นไปได้มากกว่า

นั่นนำมาสู่ความเสี่ยงด้านการคลัง จากสถานะทางการคลังที่มีแนวโน้มจะแย่ลงจากหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากทรัมพ์คงสามารถผลักดันลดภาษีตามที่หาเสียงได้ แต่ไม่ได้มีแนวนโยบายในการหารายได้ทางอื่น ซึ่งอาจทำให้บริษัทจัดอันดับ (Credit Rating) ปรับลดความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และนำไปสู่วิกฤตการคลังเช่นเดียวกับปี 2555 ได้

ทั้งหมดนำมาสู่ความเสี่ยงสุดท้าย ได้แก่ด้านเศรษฐกิจ โดยในยุคของทรัมพ์ เป็นไปได้ที่ความผันผวนทางการเงินจะพุ่งขึ้นมาก โดยเฉพาะในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังการเลือกตั้ง ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตร ทองคำ และเงินยูโรและเยนจะแข็งค่าขึ้น แต่ในระยะต่อไป ความผันผวนทางการเงินที่มากขึ้นจะทำให้ Fed ไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจจะซึม คนว่างงานจะมากขึ้น และเงินเฟ้ออาจกลับมาจากการตั้งกำแพงภาษีในสหรัฐทำให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้น

กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าคลินตันได้เป็นประธานาธิบดี ความเสี่ยงสำคัญคือการเมืองในสหรัฐเอง และการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed บวกกับกฎระเบียบที่มากขึ้น ซึ่งจะกระทบกับไทยผ่านการค้าขายที่ลดลง ภาคการเงินโลกที่ผันผวนขึ้น และเงินบาทอาจมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

แต่หากทรัมพ์ได้เป็นประธานาธิบดี เศรษฐกิจสหรัฐอาจตกต่ำกว่ากรณีคลินตัน ความเสี่ยงด้านสงครามและด้านการคลังที่มีมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อไทยผ่านการค้าที่ลดลง และการลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนที่ผันผวนมาก

ดังนั้น ผมจึงมีข้อเสนอ 3 ประการ คือ หนึ่ง ท่านอาจทำประกันความเสี่ยงค่าเงินบาท เนื่องจากความผันผวนทางการเงินระยะต่อไปจะมีมากขึ้น สอง ท่านอาจไม่จำเป็นต้องรีบระดมทุนระยะยาว เนื่องจากดอกเบี้ยในไทยอาจไม่สามารถปรับขึ้นได้มากนัก และสาม ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะจีนและรัสเซียมีมากขึ้น ทำให้ท่านอาจพิจารณากระจายความเสี่ยงด้านการค้าและการลงทุนสู่ตลาดอื่นๆ นอกจากสหรัฐมากขึ้น

ด้วยความเคารพ

ปิยศักดิ์ มานะสันต์

---------------------- 

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่