ก่อนเที่ยงวันนี้จะรู้ว่าใคร คือประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่
ถ้าจะร่วมลุ้นกับผม เปิด Nation TV ตั้งแต่เช้าครับ
แผนผังนี้เป็นการประเมินล่าสุดของซีเอ็นเอ็นที่บอกว่าฮิลลารี คลินตันมีเสียง electoral college แน่ ๆ 268 ขณะที่โดนัล ทรัมป์มีอยู่ในกระเป๋าแน่นอน 204
ใครได้ 270 คะแนนก่อน คนนั้นเข้านั่งทำเนียบขาว!
ดังนั้นที่จะตัดสินว่าใครแพ้ใครชนะจะอยู่ที่ 66 เสียงใน “รัฐสมรภูมิ” ที่จะต้องพันตูกันถึงนาทีสุดท้าย เรียกว่าพันตูกันด้วยการประชิดตัว ฟาดฟันกันด้วยดาบปลายปืนแล้ว
คำถามสำหรับคนไทยก็คือว่าระหว่างคู่แข่งสองคนนี้ คนไหนมีนโยบายที่กระทบเรามากน้อยเพียงใดบ้าง
ประเมินจากทั้งเอกสารทางการ และวิวาทะระหว่างหาเสียงแล้วหากฮิลลารี คลินตันนั่งทำเนียบขาว นโยบายต่างประเทศที่เกี่ยวกับเอเซียและอาเซียนคงจะต่อยอดจากแนวทาง “ปักหมุดเอเซีย” หรือ Pivot to Asia ของโอบามา
เพราะเธอเป็นคนมาทำเรื่องพม่าตอนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และเคยมาเยือนไทยหลังรับตำแหน่งนี้ใหม่ ๆ จึงพอจะมีความเข้าใจในประเด็นเรื่องเอเซียพอสมควร
แต่ผมไม่แน่ใจว่าโดนัล ทรัมป์มีความเข้าใจเรื่องเอเซียลึกซึ้งเพียงใด เขาอาจมีการติดต่อกับนักธุรกิจเอเซียบ้าง เพราะเกี่ยวกับการลงทุนในบางด้าน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่หากฟังจากการหาเสียงของเขาแล้ว สหรัฐภายใต้ทรัมป์จะให้พันธมิตรเก่าอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ต้องควักกระเป๋าออกเงินด้านความมั่นคงเองมากขึ้น เพราะทรัมป์เข้าใจว่าสองประเทศนี้หวังพึ่งงบประมาณของวอชิงตัน เพื่อสร้างสมกองกำลังทหารในเอเซียเท่านั้น
ที่น่ากลัวคือทรัมป์บอกว่าถ้าสองประเทศนี้ จะใช้เงินตัวเองสร้างอาวุธนิวเคลียร์เองได้ก็ทำไป อเมริกาไม่เกี่ยว
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนภายใต้คลินตันคงจะ “หวานอมขมกลืน” มีทั้งความร่วมมือและการเผชิญหน้าในหลายเรื่องโดยเฉพาะในประเด็นทะเลจีนใต้ อีกทั้งฮิลลารีก็คงจะกดดันจีนเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยต่อเหมือนที่โอบามาทำมา
แต่ทรัมป์เน้นว่าความสัมพันธ์กับจีนภายใต้รัฐบาลของเขา จะเน้นเรื่องที่จีนส่งสินค้าออกมาขายในสหรัฐโดยไม่เสียภาษีสูงพอ เป็นการตีตลาดอเมริกาและเมื่อธุรกิจสหรัฐฯย้ายฐานการผลิตไปจีนมาก ก็เท่ากับเป็นการทำลายโอกาสสร้างงานในสหรัฐ
นโยบายของเขาต่อจีนจึงอยู่ที่การกดดันจีน เริ่มด้วยการเพิ่มภาษีขาเข้าสหรัฐ สำหรับสินค้าจีนอย่างเป็นกอบเป็นกำ อาจสูงถึง 40% และจะเจรจาต่อรองกับจีนเรื่องการค้าและการลงทุนใหม่ เพราะเขาเห็นว่าระดับความสัมพันธ์ของสองชาติทุกวันนี้ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ
จังหวะนี้ตรงกับความระหองระแหงระหว่างสหรัฐกับดูเตอร์เต้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนใหม่ที่ออกมาประกาศว่าจะ “แยกทาง” (แม้ไม่ถึงกับ “หย่าร้าง”) กับสหรัฐ และจะให้วอชิงตันถอนทหารออกจากฐานทัพเรือที่นั่นภายใน 2 ปี เหตุเพราะไม่พอใจที่โอบามากดดันเขา เรื่องการปราบปรามผู้สงสัยเกี่ยวโยงกับการค้ายาเสพติด
หากฮิลลารีขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ แนวทางของวอชิงตันต่อฟิลิปปินส์คงจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และดูเตอร์เต้ก็คงจะเดินหน้าชกหมัดตรงต่อเนื่อง
แต่หากทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ก็อาจจะมีการปรับท่าทีของวอชิงตันต่อผู้นำฟิลิปปินส์คนนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีสไตล์ “ลูกทุ่ง” พอๆ กันในแง่ของการแสดงออกด้วยภาษาดุเดือดเลือดพล่าน ส่วนจะพูดกันรู้เรื่องมากกว่าเดิมหรือไม่ ยังไม่มีใครบอกได้
ทั้งฮิลลารี และทรัมป์บอกว่าจะไม่เอาแนวทางของ TPP (Trans-Pacific Partnership) ที่โอบามาริเริ่มเป็นการเปิดตลาดการค้าเสรีที่มีสมาชิกเริ่มต้น 12 ประเทศ (และรัฐบาลไทยได้แสดงความสนใจจะเข้าร่วม) เพราะต่างก็อ้างว่าหากเดินหน้าตามแผนนี้จะทำให้คนมะกันตกงานมากขึ้น และจะเป็นการผลักดันให้ธุรกิจสหรัฐย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นมากขึ้นอีก
ฮิลลารีเคยสนับสนุนแนวทางทีพีพี แต่เมื่อเข้าสู่สนามหาเสียงก็ถูกกดดันโดยผู้คนในหลายรัฐที่มองเฉพาะปัญหาแคบ ๆ ของตัวเองกดดันให้เปลี่ยนจุดยืน จนเธอต้องยอมประกาศว่าจะไม่เอาแนวทางนี้แล้ว
เกาะติดการวิเคราะห์การนับคะแนนนาทีต่อนาที รัฐต่อรัฐ กับทีมเนชั่นและผมได้ทาง Nation TV ตั้งแต่เช้ามืดวันนี้ครับ!









