การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ในวันที่ 8 พ.ย.นี้
จะเป็นวันสำคัญไม่เพียงแต่กับชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ยังมีความหมายกับคนทั่วโลกด้วย เพราะนโยบายของผู้สมัครต่างพรรคที่ประกาศออกมา ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งได้รับความสนใจอย่างมาก จนผู้นำบางประเทศออกอาการวิตกหากสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายบางอย่างจริง และผู้นำประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เองก็ประกาศคัดค้านบางนโยบายของผู้สมัคร ออกมาอย่างเปิดเผยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
หากใครที่ติดตามการเมืองสหรัฐฯ จะเห็นความแปลกใหม่ของนโยบายหาเสียง ในการเลือกตั้งครั้งนี้พอสมควร เพราะก่อนๆหน้านี้ ผู้สมัครเลือกตั้งมักจะหาเสียงกันในประเด็นเชิงนโยบายภายในประเทศเป็นหลัก แต่ในครั้งนี้ผู้สมัครทั้งสองคนกับกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศกันค่อนข้างมาก ทั้งในเรื่องการค้าการลงทุนและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งจุดนี้เองทำให้บรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ให้ความสนใจต่อนโยบายของสหรัฐฯ ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่จากผลการเลือกตั้ง
แน่นอนว่าบทบาทในเวทีการเมืองโลกของสหรัฐฯ คงไม่ลดระดับลงไปจากเดิม เพราะโลกทุกวันนี้ สหรัฐฯทำหน้าที่เป็นตำรวจโลกอยู่แล้วด้วยศักยภาพทางการทหารที่ไม่มีประเทศใดเทียบได้ ซึ่งแม้ว่าการหาเสียงจะพูดถึงนโยบายการต่างประเทศอย่างไร แต่เชื่อว่าคงมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ทั้งนโยบายต่อตะวันออกกลาง นโยบายกับจีนหรือรัสเซีย แม้ผู้สมัครบางคนจะแสดงออกดุเดือดเพียงไร แต่เราเชื่อว่าเมื่อดำเนินนโยบายจริงๆแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นที่มีกล่าวถึงกันมากคือเรื่องนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งหลายคนวิตกกันมากว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกขั้วกลับด้าน หากผู้สมัครจากบางพรรคชนะการเลือกตั้ง เพราะสหรัฐฯอาจเดินหน้าสร้างกำแพงทางการค้าครั้งใหญ่ ด้วยอาศัยความได้เปรียบจากระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีนวัตกรรมใหม่ๆเสมอ แต่ความเป็นไปได้ที่ว่าสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า ที่ตัวเองเป็นหัวขบวนของทุนนิยมโลกยุคใหม่ได้หรือไม่ และจะทำได้จริงหรือไม่
เราต้องไม่ลืมความจริงประการหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบัน คือ บทบาทของบรรษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯที่ออกไปลงทุนทั่วโลก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีซอกมุมไหนของโลกที่รอดพ้นจากการลงทุนของนักลงทุนจากสหรัฐฯ ซึ่งบทบาทของบรรษัทขนาดใหญ่เหล่านี้มีแทบทุกธุรกิจ ตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวันจนถึงบรรษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ดังนั้นหากจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายดึงทุนกลับบ้านครั้งใหญ่ จึงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่ายนัก
ยิ่งกว่านั้น ความจริงอีกประการของการเมืองสหรัฐฯ ในปัจจุบัน บทบาทของบรรษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ในการเมืองสหรัฐฯนั้นถือว่ามีค่อนข้างมากและซึมลึกลงไปทุกพรรค ตั้งแต่บทบาทการสนับสนุนการหาเสียงจนถึงการสนับสนุนนโยบายการค้าการลงทุน จนมีนักวิจารณ์จำนวนมากในโลกตะวันตกได้ตั้งข้อสงสัยมาโดยตลอดว่าเอาเข้าจริงแล้ว นโยบายของสหรัฐฯถูกกำหนดมาจากบรรษัทขนาดใหญ่เหล่านี้หรือมาจากผลการเลือกตั้งของชาวอเมริกันกันแน่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าบรรษัทเหล่านี้มีบทบาทค่อนข้างมาก จนพูดถึงความล้มเหลวของประชาธิปไตยในสหรัฐฯ
หากพิจารณาบทบาทของบรรษัขนาดใหญ่ ที่อาศัยระบบทุนนิยมโลกในปัจจุบัน ขยายขอบเขตการค้าการลงทุนออกไปทั่วโลก เราก็อาจมองเห็นทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯได้แจ่มชัดมากขึ้น และเรามั่นใจได้ว่าบรรษัทเหล่านี้นั่นเองเป็นผู้กุมชะตานโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆของสหรัฐฯ ส่วนนโยบายหาเสียงนั้นเป็นอีกเรื่อง ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ที่มีคล้ายกันประการหนึ่งคือมักจะพูดว่าได้ทำตามที่หาเสียงไว้ ทั้งๆที่ไม่ได้ทำตามนั้นเลย






