วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อนาคตยานยนต์ไฟฟ้าของยุโรป

หลังจากอุตสาหกรรมรถยนต์ของอียูและหน่วยงานที่กำกับดูแลมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในประเทศสมาชิกอียูได้เผชิญกับวิกฤติ

ความเชื่อมั่นเป็นเวลากว่า 1 ปี หลังจากที่ Environment Protection Agency ของสหรัฐตรวจพบว่า Volkswagen Group (VW) ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของรถยนต์บิดเบือนข้อมูลการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ในช่วงเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมาอียูได้พยายามเพิ่มความเข้มงวดในการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยคณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอร่างกฎระเบียบที่กำหนดให้คณะกรรมาธิการฯ มีบทบาทมากขึ้นในการตรวจสอบ รวมทั้งยังได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Committee of Inquiry on Emission Measurements - EMIS) ในสภายุโรป

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมรถยนต์ของยุโรปยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลที่ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซ NOx และยังไม่สามารถตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมของอียูเองได้ โดยเมื่อเดือนก.ย.2559 องค์กรTransport & Environment (T&E)ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับอียู ได้เผยแพร่รายงานDieselgate: Who? What? How?ซึ่งระบุว่า จากการทดสอบจากการใช้งานจริงของรถยนต์ในตลาดอียู ไม่มีรถยนต์จากค่ายใดเลยที่มีอัตราการปล่อยก๊าซ NOx ตามมาตรฐาน EURO 6 ยิ่งไปกว่านั้นรถยนต์บางค่ายยังปล่อยก๊าซNOx สูงเกินกว่ากำหนดถึง 10 เท่า

ข้อคิดจากภาควิชาการในยุโรป

เมื่อวันที่ 22 – 23 ก.ย. ทีมงาน Thaieurope.net ได้เข้าร่วมการประชุม The Green Drive Project Conference ภายใต้หัวข้อ Tomorrow’s Vehicles: Challenges for Industry and University ที่มหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม (อ่านเพิ่มเติมที่https://goo.gl/lKjjcX) และมีโอกาสพูดคุยกับนาย FlorentGrelier, Clean Vehicles Engineer ของ T&E ซึ่งกล่าวว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ของยุโรปยังคงไม่สมัครใจที่จะเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่สะอาดกว่าดีเซลในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ในปัจจุบัน อียูจะยังไม่สามารถที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซ CO2จากการใช้ยานยนต์ได้ตามเป้าหมายภายในปี 2568 ได้ ซึ่งนาย Grelier ให้ข้อสังเกตว่าอนาคตอันใกล้ ทางเลือกยานยนต์พลังงานไฟฟ้าจะไม่ได้มีรูปแบบจำกัดแค่เพียงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น

ความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของผู้เข้าร่วมการประชุมอีกหลายคนในการประชุมครั้งนี้ อาทิศาสตราจารย์ ดร. Joeri Van Mierlo, Director ของMobility, Logistics and Automotive technology research centreจากมหาวิทยาลัย VrijeUniversiteit Brussel และนาย Pascal Smet, Minister of Mobility ของรัฐบาลภูมิภาคกรุงบรัสเซลส์ (Brussels-Capital Region) โดย ศาสตราจารย์ ดร. Mierlo ได้นำเสนอผลการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งจากการวิเคราะห์ประโยชน์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แหล่งที่มาของพลังงานในแต่ละประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถลดปริมาณมลภาวะและมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด เพราะหากประเทศดังกล่าวผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นหลัก ผลเสียจากมลภาวะจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจะมากกว่าประโยชน์ที่จะได้จากการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร. Mierlo ได้กล่าวถึงปัญหาในปัจจุบันของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ถูกจำกัดโดยศักยภาพของแบตเตอรี่ และการขาดความพร้อมด้านสาธารณูปโภคสำหรับการชาร์จไฟรถยนต์ ที่ทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่สามารถใช้สำหรับการเดินทางระยะไกลหรือได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางได้ ขณะที่นาย Grelierจาก T&E เห็นว่า ข้อจำกัดดังกล่าวอาจไม่สำคัญมากนัก 

นโยบายภาครัฐของอียู

ถึงแม้ว่าอียูจะยังไม่มีมาตรการในระดับมหภาคอย่างเป็นระบบที่จะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมรถยนต์ของยุโรปเลิกการพึ่งพาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล แต่รัฐบาลระดับท้องถิ่นของเมืองขนาดใหญ่ในยุโรป เช่น กรุงเบอร์ลิน กรุงปารีส นครอัมสเตอร์ดัม หรือกรุงบรัสเซลส์ ก็มีความพยายามที่จะตอบสนองต่อปัญหาการจราจรและสิ่งแวดล้อมซึ่งจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต โดยนาย Smet, Minister of Mobilityของรัฐบาลภูมิภาคกรุงบรัสเซลส์ กล่าวถึงปัญหารถยนต์ของกรุงบรัสเซลส์จากการวางผังเมืองและแผนการจราจรที่ผ่านมาว่าเปรียบเสมือนการทำลายคุณภาพชีวิตของคนในเมืองเพื่อจัดหาพื้นที่สำหรับรถยนต์ซึ่งเป็นวิธีการเดินทางที่ไม่มีประสิทธิภาพในเชิงนโยบายการขนส่งสาธารณะ เนื่องจากต้นทุนด้านเชื้อเพลิง พื้นที่ และสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่าวิธีการเดินทางอื่นๆ ทำให้รัฐบาลภูมิภาคกรุงบรัสเซลส์ตั้งเป้าหมายที่จะลดการใช้รถยนต์ให้ได้ถึง 25% ของจำนวนการใช้รถยนต์ในปี 2544 ภายในปี 2561

นอกจากนี้ นาย Smetได้เคยหารือข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่ถนนวงแหวนเล็กของกรุงบรัสเซลส์ใหม่ (http://www.kleinering.be/) ที่เสนอให้ปรับใช้พื้นที่อุโมงค์บางส่วนที่ปัจจุบันใช้สำหรับรถยนต์มาเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชนและวางเส้นทางสำหรับจักรยานบนเส้นทางดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอให้ปรับกระแสจราจรเส้นทางถนนและอุโมงค์ในรูปแบบวงแหวนเพื่อให้ความเร็วของการเดินทางโดยรถยนต์เข้าสู่จุดต่างๆ ในตัวเมืองด้วยถนนวงแหวนถูกจำกัดและเพิ่มทางเลือกให้ผู้เดินทางหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

อุตสาหกรรมต้องปรับตัวกับทางเลือกยานยนต์ไฟฟ้าแบบใหม่ด้วย

นาย Smet ให้ข้อสังเกตว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังจะเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านซึ่งเป็นผลมาจากรูปแบบการเดินทางในเมืองมีทางเลือกมากขึ้นจาก “Disruptive Innovation” ต่างๆ โดยผู้ผลิตรถยนต์ไม่เพียงแต่ที่จะเริ่มทดสอบรูปแบบยานยนต์ทางเลือกต่างๆ แต่ยังเริ่มที่จะทดลองรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆ เช่น DriveNow ซึ่งเป็นบริการเช่ายืมรถผ่าน smartphoneที่ให้บริการเช่ายืมทั้งรถยนต์ธรรมดาและรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในหลายเมืองใหญ่ของเยอรมนี เดนมาร์ก ออสเตรีย เบลเยียม สหราชอาณาจักร และสวีเดน เป็นบริษัทร่วมทุนของ BMW และ Sixt ดังนั้น นาย Smetจึงเห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังพยายามปรับตัวเพื่อตอบสนองกับรูปแบบการเดินทางในเมืองที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมาจากนวัตกรรมใหม่ๆ

ในการประชุมครั้งนี้ UniversiteitAntwerpenได้จัดการประกวดการนำเสนอความคิดต่างๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในรูปแบบ “poster session” โดยมหาวิทยาลัยและโครงการวิจัยต่างๆ ที่เข้าร่วมได้เสนอผลการวิจัยและความคิดสำหรับยานยนต์ในอนาคตที่มีมากกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เช่น โครงการพัฒนารถแข่งพลังงานไฮโดรเจน Forzeของมหาวิทยาลัย Delft University of Technology และโครงการวิจัยspeed pedelecของมหาวิทยาลัย KU Leuven ซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวด poster session ดังกล่าว โดยทีมงาน Thaieurope.net ได้สัมภาษณ์นาย Bram Rotthierนักวิจัยของโครงการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ speed pedelecในเบลเยียม ซึ่งspeed pedelecเป็นยานยนต์รูปแบบใหม่ที่พัฒนาต่อยอดมาจากจักรยานกึ่งไฟฟ้าที่เรียกกันว่า pedelecหรือ e-bike ในเบลเยียม

นาย Rotthierกล่าวว่า speed pedelecเป็นยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สามารถตอบโจทย์การเดินทางส่วนบุคคลระยะใกล้และไกลได้ เนื่องจากมีมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงกว่า pedelecทั่วไปและสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งตนก็ใช้ในการเดินทางระยะไกลไปทำงานทุกวัน แต่การขับขี่ speed pedelecในหลายประเทศสมาชิกในปัจจุบันมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเช่นเดียวกับการขับขี่จักรยานยนต์ขนาดเล็ก เนื่องจากเป็นยานยนต์ที่มีกำลังสูงกว่า 250 watt

ทีมงาน Thieurope.net ได้ทำการสำรวจตลาดเบื้องต้นในเบลเยียมและเยอรมนีพบว่าspeed pedelecที่จำหน่ายทั่วไป มีราคาตั้งแต่ 2,500 – 7,000 ยูโร ซึ่งสูงกว่าราคา pedelecธรรมดาที่มีราคาประมาณ 1,000 – 2,000 ยูโร ในขณะที่ pedelecที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศจีนมีราคาไม่เกิน 500 ยูโร ทั้งนี้ speed pedelecส่วนใหญ่ที่จำหน่ายอยู่ในตลาดยุโรปและผลิตในยุโรป ซึ่งแม้ว่าจะเป็นสินค้าที่ค่อนข้างใหม่ในตลาดและมีราคาสูง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ เฉพาะเนเธอร์แลนด์มียอดขายรวมเมื่อปี 2558 กว่า 3,000 คัน เป็นขยายตัวในอัตรา30%และเป็นตลาดที่มีการเติบโตมากที่สุดในยุโรป

ความนิยมที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้รัฐบาลเริ่มให้ความสนใจหันมากำกับดูแลความปลอดภัยมากขึ้นโดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์กำลังจะจัดประเภท speed pedelecให้อยู่ในประเภทเดียวกับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กภายในปี 2560 เช่นเดียวกันกับ เยอรมนี และเบลเยียม แต่โครงการวิจัยของนาย Rotthierก็ได้ให้ข้อสังเกตเช่นกันว่า การปรับใช้กฎระเบียบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยยังมีความไม่ชัดเจน ซึ่งทั้งคณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐบาลประเทศสมาชิก เช่น เบลเยียม ก็กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎระเบียบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่า speed pedelecยังเป็นตลาดที่มีขนาดเล็กและยังต้องจับตาประเด็นการจัดประเภทเพื่อกำกับดูแลด้านความปลอดภัยต่อไป แต่ส่วนแบ่งตลาดก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งในตลาด pedelec ที่เติบโตต่อเนื่องมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปีแล้วอย่างสวิตเซอร์แลนด์ speed pedelec มีส่วนแบ่งในตลาดมากถึง 26% ของยอดขาย pedelecทั้งหมดจำนวน 66,332 คัน เมื่อปี 2558และในยุโรปโดยรวม pedelecก็เป็นทางเลือกยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลาด pedelecมียอดขายปี 2557 กว่า 1 ล้านคัน speed pedelecจึงอาจเป็นยานยนต์ไฟฟ้าทางเลือกที่มีโอกาสเติบโตสูงและผู้ประกอบการไทยอาจให้ความสนใจพัฒนาทำการตลาดเพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตอื่นๆ ได้ในอนาคต

ท่านผู้อ่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการวิจัย speed pedelec ได้ที่ https://goo.gl/Oe92Pk และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของอียูได้ทาง www.thaieurope.net หรือติดตามและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่าน Facebook “Thaieurope.net”