สกุลไทย การอ่านนวนิยาย และการเพิ่มศักยภาพ

สกุลไทย การอ่านนวนิยาย และการเพิ่มศักยภาพ

เดือนตุลาคมนี้ถือว่ามีทั้งข่าวดีและข่าวเศร้าสำหรับหลายๆ ท่านที่เป็นนักอ่านหนังสือกันนะครับ เริ่มจากงานมหกรรม

หนังสือระดับชาติซึ่งเป็นหนึ่งในสองงานหนังสือใหญ่ประจำปีที่บรรดาหนอนหนังสือต่างเฝ้ารอคอยจะเริ่มแล้วในปลายสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกันในสิ้นเดือนนี้ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่นิตยสารสกุลไทยจะปรากฎบนแผงหนังสือหลังจากตีพิมพ์ออกมามากว่าสามพันฉบับ

สำหรับหลายๆ ท่าน สกุลไทยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว ผมเองเริ่มอ่านนวนิยายไทยครั้งแรกก็จากสกุลไทยที่คุณแม่บอกรับ จากนั้นก็อ่านต่อมาเรื่อยจนกระทั่งมีครอบครัวเอง ภรรยาก็เป็นแฟนประจำของสกุลไทย และสืบทอดมาถึงลูกสาว ผมเองก็ได้อาศัยสกุลไทยทั้งของแม่และภรรยาในการอ่านนวนิยายไทยและเรื่องราวดีๆ จำนวนมาก และเชื่อว่าที่ตัวเองสามารถเขียนบทความลงกรุงเทพธุรกิจมาได้ติดต่อกันมากกว่าเจ็ดร้อยกว่าฉบับนั้นส่วนหนึ่งก็ได้รับผลมาจากการอ่านสกุลไทยครับ

ทั้งนี้เนื่องจากมีการศึกษาและค้นพบทางวิชาการแล้วครับว่าสิ่งที่เราอ่านสมัยเด็ก สมัยเรียนมหาวิทยาลัยนั้นส่งผลต่อความสามารถในการเขียนหนังสือของคนเมื่อเราโตขึ้นครับ เนื้อหาของสิ่งที่อ่านและความบ่อยในการอ่าน ส่งผลต่อความสามารถในการเขียน มากกว่าความถี่ในการเขียนหรือคำแนะนำในการเขียนเสียอีกครับ

นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาลึกไปอีกและพบว่านักศึกษามหาวิทยาลัยที่อ่านทั้งบทความทางวิชาการ บทประพันธ์ สารคดีทั่วไป จะสามารถเขียน เรียบเรียงประโยคได้ซับซ้อนกว่านักศึกษาที่อ่านเพียงแค่นวนิยาย และข้อมูลทางเว็บเท่านั้น

มีการแบ่งการอ่านออกเป็นสองลักษณะใหญ่ๆ คือ Deep reading หรืออ่านแบบลึก กับ Light reading หรืออ่านแบบผิว การอ่านแบบลึกนั้นเป็นการอ่านที่ค่อยเป็นค่อยไป อ่านแบบละเอียด ละเมียด ผู้อ่านพยายามทำความเข้าใจทั้งอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครหรือเรื่องราวที่กำลังอ่าน และมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่กำลังอ่าน ดังนั้นจะอ่านแบบลึกได้ สิ่งที่อ่านก็จะต้องเขียนด้วยภาษาที่มีความละเอียด มีการเปรียบเทียบ ชวนให้คิดตาม และสามารถกระตุ้นการทำงานของสมองเราให้เปรียบเสมือนว่าเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ตาหนังสือที่กำลังอ่านจริงๆ การอ่านแบบลึกนั้นเป็นการออกกำลังกายสมองเราอย่างหนึ่ง ช่วยทำให้ผู้อ่านเพิ่มทักษะในการทำความเข้าใจในบุคคลอื่น หรือ Empathy มากขึ้น นอกจากนี้การอ่านแบบลึกยังช่วยกระตุ้นส่วนของสมองเราที่เกี่ยวข้องกับการพูด การอ่าน และ การเขียนอีกด้วย

ส่วนการอ่านแบบผิวนั้นเป็นเพียงแค่การถอดคำพูดหรือประโยคที่อยู่ในหนังสือให้สามารถเข้าใจได้เท่านั้นเอง เหมือนกับการอ่านข่าวพาดหัว การอ่าน Blog การอ่านข่าวที่ส่งต่อกันมาทางไลน์ หรือแม้กระทั่งการอ่านตัว emoji ต่างๆ แต่ไม่ได้กระตุ้นการทำงานของสมอง

มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ออกมาแล้วว่าการอ่านบทประพันธ์หรือนวนิยายดีๆ จะช่วยเพิ่มทักษะและความสามารถในการทำความเข้าใจต่ออารมณ์ วิธีการคิดของผู้อื่น มากกว่าเมื่ออ่านสารคดี ข่าวหรือ ไม่อ่านอะไรเลย เนื่องจากเมื่ออ่านหนังสือแบบลึก เรื่องราวของบทประพันธ์จะพาตัวผู้อ่านเข้าไปอยู่ในบทประพันธ์ดังกล่าว บทประพันธ์ที่ดีจะพาผู้อ่านเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวละคร ดีใจ ตกใจ เศร้า เสียใจ ไปพร้อมกับตัวละครในบทประพันธ์ และสุดท้ายก็กลายเป็นการพัฒนาทักษะที่สำคัญสำหรับโลกอนาคตอย่างเรื่องของ Empathy โดยที่ผู้อ่านไม่รู้ตัว

ดังนั้นถ้าท่านอยากจะเพิ่มทักษะในด้านของ Empathy หรือ การทำความเข้าใจต่ออารมณ์หรือวิธีคิดของบุคคลอื่นนั้น สามารถอาศัยบทประพันธ์หรือนวนิยายดีๆ เป็นเครื่องมือได้ แต่ไม่ใช่ขี้เกียจอ่าน แล้วขอดูละครที่สร้างจากบทประพันธ์แทนนะครับ เพราะการวิจัยพบว่าเมื่อดูโทรทัศน์ แทนที่จะเป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองของผู้ชมเหมือนการอ่านนวนิยาย สมองของผู้ชมกลับจะปิดตัวเองลง

การอ่านในสิ่งที่ทำให้สมองของผู้อ่านต้องคิด การอ่านในส่ิงที่ทำให้อารมณ์ของผู้อ่านได้เข้าไปมีส่วนสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ในตัวหนังสือล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้นครับ และจะช่วยเพิ่มทั้งความสามารถในการเขียน และความสามารถในการทำความเข้าใจต่อบุคคลอื่น

ถึงแม้อีกไม่นานจะไม่มีสกุลไทยให้หลายๆ ท่านอ่านนวนิยายดีๆ อีกต่อไป แต่ในร้านหนังสือก็ยังมีบทประพันธ์ นวนิยายดีๆ อีกจำนวนมากที่ท่านสามารถเลือกอ่านเพื่อเพิ่มศักยภาพของตัวท่านนะครับ