รัฐบาลประคับประคองภาวะเศรษฐกิจ มากว่าหนึ่งปี
เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่ อันเนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก ที่เผชิญกับวิกฤติยืดเยื้อยาวนาน ขณะนี้ก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นกลับสู่ภาวะปกติเมื่อไร ซึ่งมาตรการของรัฐบาลที่เห็นผลต่อเศรษฐกิจ คือการกระตุ้นรายจ่ายภาครัฐและการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยวที่มีส่วนอย่างมาก ทำให้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไม่ย่ำแย่จนเกินไป
แต่นโยบายที่สำคัญของรัฐบาลที่หวังกันมาก คือการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งจะเห็นจากตัวเลขต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวดัชนีชี้วัดการลงทุนภาคเอกชนก็จะเห็นว่ายังไม่ฟื้นตัว แม้ทีมงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลพยายามพูดกระตุ้นให้เริ่มลงทุนได้แล้ว เพราะรัฐบาลออกนโยบายจูงใจมากมายจนเรียกได้ว่าให้ทุกอย่างเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภายในประเทศ แต่ที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้ผลเพราะเอกชนยังคงรอภาวะเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวและเห็นทิศทางที่ชัดเจนจึงจะตัดสินใจลงทุน
หากติดตามมาตรการสนับสนุนการลงทุนของรัฐบาลนับว่ามีความน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยผ่านทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และการประกาศพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งหากดูสิทธิประโยชน์ต่างๆที่นักลงทุนได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการให้เช่าที่ดิน 99 ปี ซึ่งมากกว่าครั้งก่อนๆถึงสามเท่า รวมทั้งการขยายลดหย่อนภาษีในอุตสาหกรรมเป้าหมายยาวถึง 13 ปี นับว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่จูงใจอย่างมาก
จากการสอบถามบรรดานักธุรกิจหลายอุตสาหกรรม ต่างเห็นว่าเงื่อนไขของรัฐบาล ถือว่าจูงใจต่อการลงทุนอย่างมาก เพราะเป็นสิทธิประโยชน์ค่อนข้างมากเป็นพิเศษ แต่ไม่ว่าจะน่าสนใจเพียงไร ส่วนใหญ่ก็ยังเพียงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาการลงทุนเท่านั้น ยังไม่เกิดการลงทุนที่เนื่องมาจากนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลอย่างผิดหูผิดตา เพราะการลงทุนส่วนใหญ่ที่ยื่นขอผ่านบีโอไอในช่วงที่ผ่านมา ก็ถือว่าเป็นการลงทุนตามปกติทั่วไป ตัวเลขการลงทุนไม่มีความแตกต่างไปมากจากช่วงปกตินัก
ประเด็นปัญหาที่สำคัญก็มาจากเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก เพราะอย่าลืมว่าการลงทุนในบ้านเราก็เพื่อการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากลำพังกำลังซื้อของคนไทยก็คงไม่พอ สำหรับรองรับกำลังการผลิตมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรมได้ ดังนั้นตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว เราก็ยากที่จะเห็นการลงทุนกลับฟื้นขึ้นมาจากนโยบายส่งเสริมของรัฐบาล ดังนั้นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการลงทุนคือปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ซึ่งเท่ากับว่ากำลังซื้อในประเทศและมาตรการสนับสนุนต่างๆมีผลไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าพิจารณาคือมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล ที่ทยอยประกาศออกมานั้นเพียงพอหรือไม่ หรือว่าเป็นมาตรการสนับสนุนที่มากเกินไป โดยหวังจะดึงดูดการลงทุนและเพิ่มขีดแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทย ซึ่งหากเปรียบเทียบมาตรการของรัฐบาลในขณะนี้กับประเทศคู่แข่งในอาเซียนด้วยกันที่เป็นเป้าหมายของการลงทุนจากต่างประเทศ ก็จะเห็นว่ามาตรการสนับสนุนถือว่าดีกว่าประเทศอื่นในอาเซียนโดยภาพรวม ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาในเรื่องมาตรการจูงใจของรัฐบาล
แน่นอนว่ามาตรการจูงใจเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ตัดสินความน่าสนใจลงทุน เพราะมีเรื่องอื่นๆอีกมากที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน และรัฐบาลต้องไม่ลืมว่าสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลประกาศไปนั้น บางทีอาจได้เปรียบประเทศอื่นในช่วงต้น แต่สุดท้ายประเทศอื่นๆก็ให้สิทธิประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหลังจากออกมาตรการแล้ว สิ่งที่เราอยากเห็นคือการประเมินผลออกมาว่าที่ทำไปนั้นได้ผลหรือมีอุปสรรคอย่างไร หาไม่แล้วเราก็จะวิ่งไล่ออกมาตรการสนับสนุนจนมากเกิน และในที่สุดแล้วคนไทยก็ได้ประโยชน์น้อยมากจากนโยบายเหล่านี้









