วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมฆหมอกคลี่คลายแต่ยังไม่หมดไป

หลังจากปรับลดแนวโน้ม คาดการณ์เศรษฐกิจมา 5 ไตรมาสติดต่อกัน

 ปรากฏว่าในการคาดหมายเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ได้คงตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ไว้ในระดับเดิมที่ 3.1% ปีนี้ และ 3.4% ปีหน้า ด้วยเหตุผลว่าความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เยอรมนี รัสเซีย อินเดีย และตลาดเกิดใหม่ ช่วยชดเชยภาวะซบเซาของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้

ไอเอ็มเอฟชี้ว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะยังอยู่ในภาวะอ่อนแอปีนี้ โดยคาดว่าจะเติบโต 1.6% ลดลง 0.2% จากการคาดการณ์ครั้งก่อนเมื่อเดือนกรกฎาคม ขณะที่ตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา สามารถทำได้ดี เพราะจะขยายตัวที่ระดับ 4.2% เพิ่มขึ้น 0.1% จากการประเมินก่อนหน้านี้ สำหรับปีหน้านั้นไอเอ็มเอฟได้คงตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 กลุ่มไว้ที่ระดับเดิม โดยประเมินว่า ชาติเศรษฐกิจก้าวหน้า จะขยายตัวราว 1.8% ส่วนตลาดเกิดใหม่เติบโตขึ้น 4.6%

ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้านั้น สหรัฐถูกปรับลดตัวเลขคาดการณ์ลงมากสุด ที่ 1.6% จากเมื่อเดือน ก.ค. ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.2% ผลจากการเติบโตที่น่าผิดหวังในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เพราะการลงทุนทางธุรกิจที่ซบเซา และสินค้าคงคลังลดลง แต่คาดว่าปัจจัยลบที่ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐ อย่างเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และราคาพลังงานตกต่ำ จะบรรเทาลงในปีหน้า

ส่วนญี่ปุ่นนั้น คาดว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่การขยายตัวยังนับว่าอ่อนแรงที่ระดับเพียง 0.5% และ 0.6% ปีหน้า ได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ การชะลอการขึ้นภาษีผู้บริโภค และการขยายนโยบายการเงิน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของอังกฤษในปี 2559 เพิ่มขึ้นมา 0.1% อานิสงส์จากการใช้จ่ายในภาคค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังการทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป ไอเอ็มเอฟไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเลขคาดการณ์สำหรับเศรษฐกิจจีน โดยคงไว้ในระดับเดิมที่ 6.6% สำหรับปี 2559 และ 6.2% ในปีหน้า เพราะจีนมีการสนับสนุนด้านนโยบายที่แข็งแกร่ง รวมถึงการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น อันช่วยกระตุ้นการบริโภคท้องถิ่นให้เพิ่มขึ้น สำหรับอินเดีย เชื่อว่าจะปรับตัวขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ระดับ 7.6% ทั้งในปีนี้และปีหน้า

แม้ไอเอ็มเอฟได้คงคาดการณ์เศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ทั้งยังมีการปรับขึ้นคาดการณ์ของหลายประเทศ แต่จุดที่ต้องระวังคือการเติบโตที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีการโทษโลกาภิวัตน์ว่าเป็นสาเหตุสำหรับภาวะซบเซาที่เกิดขึ้นทั้งหมด อันนำไปสู่การหาทางที่จะสร้างกำแพงการค้าขึ้นมา สำหรับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ยังรวมถึงการชะลอตัวของจีนช่วงปรับโครงสร้าง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจทรุดตัวลงอีก และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ดังนั้นแม้ในภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและในหลายประเทศ ไม่ได้ทรุดไปจากเดิม แถมยังมีแนวโน้มจะขยายตัวได้มากขึ้น แต่เส้นทางข้างหน้ายังไม่สดใสนัก เพราะยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องจับตา ทั้งในระดับโลกที่อาจส่งผลกระทบหรือแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทย หรือปัจจัยภายในของไทยเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ต้องอาศัยกลไกและการบริหารเพื่อรับมือ และนำพาเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง