วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การทูตไทย กับการทูต'บัญชีดำ'มหาอำนาจ

กรณี “โจซัว หว่อง” นักเคลื่อนไหว เรียกร้องประชาธิปไตยของฮ่องกง ถูกกักตัวไว้

ที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประมาณ 12 ชั่วโมง และส่งตัวกลับไปกลายเป็นข่าวไปทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ไทยบอกกับนักศึกษาวัย 20 คนนี้ว่าอย่างไร เจ้าตัวกลับไปถึงฮ่องกงบอกว่าได้รับคำบอกเล่าจาก ตม. ไทยว่าเขาอยู่ใน “บัญชีดำ” (blacklist) ให้เข้าประเทศไม่ได้ โทรศัพท์มือถือของเขาถูกยึด ห้ามติดต่อกับใครจนถูกส่งตัวขึ้นเครื่องบินกลับไปบ่ายเมื่อวาน

สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 5 ต.ค.นี้ “ขอแสดงความกังวล” ต่อกรณีที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่สนามบินสุวรรณภูมิกักตัว “โจซัว หว่อง” และไม่ให้ติดต่อกับผู้จัดกิจกรรม “40 ปี 6 ตุลา คนรุ่นใหม่มองอนาคต” ทำให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินกิจกรรมของนิสิต ทั้งยังเป็นการลิดรอนเสรีภาพทางวิชาการ “อันอาจกระทบการเรียนรู้ของนิสิตได้”

แถลงการณ์นี้บอกด้วยว่ากิจกรรมนี้เป็นการดำเนินการของนิสิตชั้นปีที่ 1 คณะรัฐศาสตร์ “ตามรูปแบบการเรียนการสอนของคณะ กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ได้รับการอนุมัติให้จัดอย่างถูกต้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมองอนาคตผ่านเหตุการณ์ในอดีต”

พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษก คสช. บอกว่าหลังจากที่ คสช. ได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก สตม. ในการพิจารณาการเข้าเมืองของนายโจซัว หว่องที่ทาง สตม. ได้ทำการกักตัวไว้ที่สนามบิน จากเหตุผลการเข้ามาอาจไม่ตรงวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะการที่จะเข้ามาเพื่อร่วมกิจกรรมแสดงความคิดเห็นในประเทศ อาจสุ่มเสี่ยงต่อความไม่เรียบร้อยในมุมต่าง ๆ ได้

“โดยเฉพาะพฤติกรรมในอดีตที่ผ่านมา ยิ่งกรณีที่อาจมาใช้ประเทศที่สามเคลื่อนไหว อาจเกิดความเข้าใจผิดจนเกิดเหตุบานปลายได้ ทั้งนี้ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของการอาจเกิดความไม่เรียบร้อย ทาง คสช. จึงจำเป็นต้องให้ สตม. ดำเนินการส่งกลับนายโจวซัว หว่อง คืนประเทศต้นทางด้วยสายการบินเดิมที่ใช้เดินทางมาในช่วงบ่าย” พ.อ.วินธัย กล่าว

ข่าวหลายกระแสยืนยันตรงกันว่า รัฐบาลจีนได้ขอร้องให้ฝ่ายไทย อย่าให้นักเคลื่อนไหวฮ่องกงที่เป็นแกนสำคัญของกลุ่ม “ปฏิวัติร่ม” หรือ The Umbrella Revolution เรียกร้องประชาธิปไตย และคัดค้านบทบาทของรัฐบาลปักกิ่ง ในรัฐบาลฮ่องกงเข้าประเทศ

โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนได้ตอบคำถามนักข่าวเรื่องนี้ บอกว่าเคารพในการใช้กฎหมายของไทยโดยรัฐบาลไทย แต่ไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธ ว่ารัฐบาลจีนได้ขอร้องให้รัฐบาลไทยห้ามหนุ่มคนนี้เข้าประเทศหรือไม่

เป็นที่รู้ ๆ กันว่าไทยเผชิญกับแรงกดดันจากมหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐในเรื่อง “ละเอียดอ่อน” ว่าด้วยการเมือง ประชาธิปไตย ความมั่นคงเป็นประจำ จึงเป็นการท้าทายอย่างยิ่งต่อรัฐบาลไทย ในอันที่จะดำเนินนโยบายเพื่อรักษาความเป็นอิสระแห่งรัฐของตน ให้ได้ดุลยภาพกับผลประโยชน์ของประเทศ และความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอื่น

กรณีนี้คือความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางที่ปักกิ่ง กับกลุ่มนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของฮ่องกง ที่เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ยิ่งเมื่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวเหล่านี้เพิ่งได้รับเลือกตั้ง เข้าไปในสภาของฮ่องกงได้เป็นครั้งแรกจำนวนหนึ่ง (ที่ผมได้วิเคราะห์ไว้ในคอลัมน์นี้เมื่อวาน) ก็ยิ่งทำให้ทางการจีนที่ปักกิ่งมีความหวั่นไหวและหงุดหงิดมากขึ้น

แต่นั่นเป็นการเมืองระหว่างปักกิ่งกับฮ่องกงที่ตีความแนวทาง “หนึ่งประเทศสองระบบ” (One Country, Two Systems) ของเขากันเอง

ไทยเราไม่ควรจะต้องถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และต้องให้ทั้งสองฝ่ายเห็นถึง “ความเป็นตัวของตัวเอง” ของนโยบายต่างประเทศของไทย

ไทยจะรับฟังคำร้องขอจากประเทศใดหรือไม่อย่างไร ย่อมต้องพิจารณาจากผลประโยชน์ของประเทศไทยเอง และทุกประเทศจะต้องเคารพในสิทธิของการตัดสินใจ ของประเทศอื่นเสมือนที่คาดหวังว่าประเทศอื่นจะเคารพในสิทธินั้นของตน

กรณีนี้โจซัว หว่องไม่ได้กระทำผิดกฎหมายไทย หากเขามีคดีอะไรอยู่ที่ฮ่องกง นั่นย่อมเป็นประเด็นที่ทางฮ่องกงจะต้องแจ้งมายังเจ้าหน้าที่ไทย และต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายการห้ามเข้าประเทศของไทยหรือไม่อย่างไร

การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะบอกว่าประเทศไทย ควรจะให้คนใดคนหนึ่งอยู่ใน “บัญชีดำ” นั้นย่อมจะต้องเป็นไปตามกติกาสากล ไม่ใช่เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของประเทศหนึ่ง บอกให้เจ้าหน้าที่ของอีกประเทศหนึ่ง รู้ว่าใครอยู่ในบัญชีดำของเขาเท่านั้น

ที่สำคัญคือการมีความเห็นทางการเมืองต่างกับผู้มีอำนาจนั้น ย่อมมิใช่ความผิดในประเทศที่ถือว่าตนเองปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

ยิ่งเมื่อเป็นเวทีการสนทนาของนักวิชาการระหว่างประเทศ ว่าด้วยโอกาสครบรอบ 40 ปีของเหตุการณ์ 6 ตุลาคมของประเทศก็ยิ่งควรจะส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ร่วมกัน

ความจริง หากทางการจีนเป็นห่วงว่าโจซัว หว่องจะมาแสดงความเห็นที่รัฐบาลปักกิ่งไม่เห็นพ้องด้วย สถานทูตจีนในประเทศไทย ก็ย่อมสามารถส่งตัวแทนเข้าร่วมการเสวนาในกรุงเทพฯ ที่เปิดให้กับสาธารณชนเข้าร่วมแสดงความเห็นโดยทั่วไปอยู่แล้ว

คนที่มีความเห็นแตกต่างไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ ก็ต้องพร้อมจะรับฟังอีกฝ่ายหนึ่ง จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความถูกต้องเป็นธรรมร่วมกัน

วิธีดำเนินการทูตไทยที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศคือ เราต้องไม่ยอมให้ใครมากดดันเรา จนทำให้เราหมดความเป็นตัวของตัวเองหรือที่เรียกว่า “เสียศูนย์” เป็นอันขาด