เศรษฐกิจต้องไปต่อ

เศรษฐกิจต้องไปต่อ

ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปี 2559

 น่าจะเติบโต 3.1% ดีขึ้นจากเดิมที่ประเมินไว้ว่าจะเติบโตได้ 2.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากไตรมาส 1 และ 2 เศรษฐกิจไทยเติบโตค่อนข้างดีจากการใช้จ่ายภาคเอกชน การท่องเที่ยวที่เติบโต 12% การลงทุนภาครัฐและมาตรการการคลังต่างเข้าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การส่งออก เมื่อรวมกับภาคบริการ ประเมินจะเติบโตได้ 0.4% ขณะที่การนำเข้าปีนี้ คาดว่าจะหดตัว -0.5% อัตราเงินเฟ้อ 0.5% หนี้สาธารณะ 46.3% ต่อจีดีพีการบริโภคภาคเอกชน โต 2.3% การบริโภคภาครัฐ โต 3.6%

ส่วนความท้าทายต่อเศรษฐกิจมี 2 ปัจจัยหลัก คือประเด็นเศรษฐกิจจีนที่ขาดเสถียรภาพด้านการเงิน ที่อาจนำมาซึ่งบรรษัทที่มีหนี้สินสูง อาจจะต้องผิดนัดชำระหนี้ และส่งผลกระทบกับไทยเรื่องการค้า และช่องทางการไหลเวียนของเงินทุน เนื่องจากไทยส่งออกสินค้าไปจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 12% จากยอดการส่งออกทั้งหมด และเงินทุนจากจีนคิดเป็น 8% ของเงินทุนไหลเข้าจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หากสินค้าส่งออกไทยนั้นหลากหลายและตลาดยังเติบโตเป็นอย่างดี ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเตรียมกันชนรับมือด้านการเงินและการคลังไว้อย่างดี อีกทั้งอัตราแลกเปลี่ยนยังยืดหยุ่น

อีกปัจจัยเสี่ยง คือเสถียรภาพการเมืองในประเทศ หากประชาชนไม่พอใจกับการเดินหน้าปฏิรูปการเมืองหรือเลื่อนการปฏิรูปออกไป ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวความไม่แน่นอนทางการเมือง จะทำให้การใช้จ่ายภาครัฐถูกเลื่อนออกไป และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน แต่ผลประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ และการที่รัฐบาลได้ยืนยันอย่างหนักแน่นที่จะจัดการเลือกตั้งในปี 2560 ได้ช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ลงไปได้ ดังนั้น นโยบายการคลังเป็นหลักสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่หากเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองขึ้นอีกก็จะทำให้การลงทุนภาครัฐชะลอตัว ซึ่งพบว่าในช่วง 10 ปีย้อนหลัง การลงทุนใหญ่ๆ ไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะความขัดแย้งทางการเมืองเกิดค่อนข้างมาก หากสภาพนั้นกลับมาอีก การลงทุนภาครัฐอาจจะชะลอลง และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวได้มากกว่านี้

ธนาคารโลก ยังคาดถึงปี 2560 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 3.1% ใกล้เคียงกับปีนี้ ส่วนปี 2561 จะเติบโตได้ 3.3% เป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปในบางอุตสาหกรรม เช่น การบริโภค การท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐ และการบริโภคภาครัฐ ส่วนอุตสารหกรรมที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน เช่น การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีมากกว่าตัวเลขที่เอ่ยถึง โดยเฉพาะถ้าการลงทุนภาครัฐทำได้ตามแผน ขณะที่ อัตราการเติบโตของภูมิภาคเอเชียตะวันออก ก็ยังมีระดับเติบโตปานกลางต่อเนื่อง 3 ปี มีจีนที่ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้โตช้าลง คาดว่าปี 2560 จะโต 6.7% และปี 2561 โต 6.3% ส่วนประเทศอื่นๆ ที่กำลังพัฒนาคาดว่าจะเติบโต 4.8% ในปีนี้ และปี 2560 โต 5% ส่วนปี 2561 คาดการณ์เติบโต 5.1%

เมื่อพิจารณาจากอัตราการเติบโตทั่วภูมิภาคแล้ว ประเทศไทยจึงมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี ความคึกคักทางเศรษฐกิจนอกจากจะเกิดจากการลงทุนภาครัฐแล้ว การแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ของภาคเอกชนจะยังคงช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศ ยิ่งยุคเทคโนโลยีนำเช่นนี้ การรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการลงทุน ต่อการดำเนินงานอย่างคุ้มค่า ทันเวลา และตอบสนองความต้องการของประชาชนล้วนจะมีส่วนเกื้อหนุนต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวม อย่างไรก็ตาม การลงทุนต่างๆ ของภาครัฐต้องไม่ละเลยประโยชน์สุข และการใช้งานได้จริงของชาวบ้านทั่วๆ ไป นอกเหนือจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมทั่วๆ ไป