เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสนั่งคุยกับ “ดร.พิชิต อัคราทิตย์” ถึงการเข้ามาทำหน้าที่
“ประธานบอร์ด” การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเจ้าตัวถูกทาบทามโดยตรงจาก “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี เพราะอยากให้เข้ามาช่วยดูเรื่องยุทธศาสตร์โดยเฉพาะ
แต่หลังจากได้เห็นตัวเลขและข้อมูลจากงบการเงินคร่าวๆ แล้ว ดร.พิชิตบอกว่า ก่อนที่จะทำเรื่องยุทธศาสตร์ คงต้องมาแก้ไขปัญหาที่เห็นกันอยู่ตรงหน้าก่อน นั่นคือปัญหาการขาดทุน ซึ่งแต่ละปีการรถไฟขาดทุนอยู่ปีละ 9 พันกว่าล้านบาท การจะหยุดขาดทุนได้ จึงต้องหารายได้เพิ่มให้ได้ปีละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพราะหากไปทำเรื่องอื่นก่อน โดยที่ไม่มีแนวทางมาหยุดขาดทุน ปัญหาก็จะวนกลับมาที่เดิม หนีไม่พ้นการขาดทุนซ้ำซาก
แม้จะยังมีข้อมูลในมือไม่มาก แต่จากที่เห็นจากงบดุล และงบการเงิน ดร.พิชิตบอกว่า ทางออกของการรถไฟ คือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน หรือเพิ่มผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่มีอยู่กว่า 6 แสนล้านบาท ให้ได้ ผลตอบแทนในระดับที่ใกล้เคียงกับผลตอบแทนในตลาดอสังหาริมทรัพย์
เจ้าตัวบอกว่า แค่เพิ่มผลตอบแทนของสินทรัพย์เพียง 1 ใน 3 หรือ 2 แสนล้านบาท ให้ได้ผลตอบแทน 5% จากทุกวันนี้ที่มีผลตอบแทนเพียง 0.5% การรถไฟก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นทันที 1 หมื่นล้านบาท!!
ยังไม่นับการเข้าไปดูสัญญาค่าเช่าที่ดิน และการบริหารที่ดินในส่วนอื่นๆที่การรถไฟมีแผนจะพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ทั้งที่ดินแม่น้ำ บางซื่อ กม.11 รวมถึงที่ดินมักกะสัน ซึ่งดร.พิชิต เชื่อมั่นว่า หากฝ่ายนโยบายให้การรถไฟบริหารที่ดินมักกะสันเอง แทนที่จะโอนสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินดังกล่าวให้กระทรวงการคลัง เพื่อแลกกับภาระหนี้ การรถไฟจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทน จากที่ดินมักกะสันได้สูงกว่าการให้กรมธนารักษ์บริหาร
ดูเหมือนว่าแนวความคิดที่จะให้การรถไฟบริหารที่ดินมักกะสันเอง น่าจะได้รับการตอบสนองจากฝ่ายนโยบาย เพราะหลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้ว่าสามารถพัฒนาที่ดินมักกะสันในเชิงพาณิชย์ได้ เพราะเป็นการเวณคืนก่อนรัฐธรรมนูญปี 2521 จะบังคับใช้
ทางอธิบดีกรมธนารักษ์แย้มเป็นนัยว่า อาจจะไม่มีการโอนสิทธิในที่ดินมักกะสันเพื่อแลกหนี้ 6.1 หมื่นล้านบาทแล้ว เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะให้ฝ่ายนโยบายอาจจะให้การรถไฟไปบริหารที่ดินมักกะสันเอง แล้วค่อยนำรายได้มาคืนหนี้ให้คลังแทน
ต้องติดตามดูว่าหลังจากนี้ การรถไฟจะได้บริหารที่ดินมักกะสันเองอย่างที่ตั้งใจหรือไม่ และหลังจากแผนบริหารที่ดินต่างๆชัดเจนแล้ว จะมีส่วนช่วยพลิกฟื้นกิจการให้กลับมามีกำไรได้มากน้อยเพียงใด
.......................................
วรินทร์ ตริโน






